ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จุดรวมมวลความเย็น ปรากฏการณ์น้ำทะเลเย็นปริศนา แถวกรีนแลนด์-ไอซ์แลนด์ สวนทางบริเวณอื่นที่ร้อนต่อเนื่อง สัญญาณเตือนระบบหมุนเวียนน้ำโลกล่มสลาย
    FB_IMG_1782052258023.jpg
    “ภาวะโลกร้อน” ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของมหาสมุทรทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่บริเวณทางตอนใต้ของเกาะกรีนแลนด์และไอซ์แลนด์ กลับเป็นจุดเดียวบนแผนที่โลกที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลมีแนวโน้มลดลงสวนทางกับจุดอื่น ๆ ของโลกที่ร้อนขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งถูกเรียกว่า “จุดรวมมวลความเย็น” (Cold Blob)
    .
    ปรากฏการณ์จุดรวมมวลความเย็น หรือที่นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเรียกว่า “รูความร้อน” (Warming Hole) ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีข้อมูลระบุว่าบริเวณดังกล่าว มักจะมีอุณหภูมิลดลงเกือบ 1 องศาเซลเซียสมาตั้งแต่ช่วงปี 1900 ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับแวดวงวิทยาศาสตร์มานานหลายปี ว่าเหตุใดมหาสมุทรในบริเวณนี้จึงไม่ร้อนขึ้นตามแนวโน้มของโลก จนกระทั่งมีการศึกษาล่าสุดที่ชี้ชัดว่ามันอาจเป็นสัญญาณของ “การล่มสลายของระบบหมุนเวียนน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก” หรือ AMOC
    .
    AMOC ทำหน้าเป็นสายพานลำเลียงของมหาสมุทรขนาดใหญ่ ระบบนี้มีบทบาทสำคัญในการลำเลียงน้ำอุ่นจากเขตร้อนขึ้นไปยังซีกโลกเหนือ ซึ่งจะช่วยรักษาอุณหภูมิในยุโรปและอเมริกาเหนือให้มีความอบอุ่นและเหมาะสมต่อการอยู่อาศัย
    .
    เมื่อกระแสน้ำอุ่นไหลไปถึงแอตแลนติกเหนือ มันจะคายความร้อนออกสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้น้ำเย็นลงและมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นจนจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแล้วไหลกลับไปทางใต้ กระบวนการนี้เองที่ช่วยกระจายความร้อนและสารอาหารไปทั่วโลก แต่การปรากฏตัวของจุดรวมมวลความเย็น กำลังส่งสัญญาณว่าสายพานลำเลียงนี้เริ่มทำงานช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ
    .
    ภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ AMOC น้ำแข็งในอาร์กติกและกรีนแลนด์ละลายอย่างรวดเร็ว โดยน้ำที่ละลายออกมาเป็นน้ำจืดซึ่งมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำเค็ม เมื่อน้ำจืดจำนวนมหาศาลไหลลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ มันจะไปขัดขวางกระบวนการจมตัวของน้ำ ทำให้สายพานลำเลียงหยุดชะงักหรือเคลื่อนที่ช้าลง
    .
    ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Geophysical Research Letters ได้ใช้ข้อมูลจากการวิเคราะห์ซ้ำและข้อมูลดาวเทียม จนทีมวิจัยพบว่า การเย็นตัวนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นลึกเข้าไปในชั้นมหาสมุทร ซึ่งสภาพบรรยากาศมีอิทธิพลน้อยมาก โดยข้อมูลบ่งชี้ว่าการสูญเสียความร้อนที่ผิวน้ำลดลงจริง แต่ความร้อนที่ถูกส่งเข้ามาจากกระแสน้ำกลับลดลงยิ่งกว่า
    .
    .
    อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1239163
    .
    .
    #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจSustain
    https://www.facebook.com/share/14ZZszGuxsh/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อาณาจักรธุรกิจ IRGC อิหร่านจ่อผงาด หากสหรัฐผ่อนปรนคว่ำบาตรตามดีลสันติภาพ
    .
    สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า มาตรการผ่อนปรนตามข้อตกลงยุติสงครามระหว่าง สหรัฐ-อิหร่าน อาจเสริมความมั่งคั่งให้กับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งสหรัฐและชาติตะวันตกขึ้นบัญชีว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย โดยคาดการณ์ว่ากองกำลังกลุ่มนี้จะกลายเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์รายใหญ่ที่สุดจากการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรและการเปิดประเทศรับเม็ดเงินลงทุนมหาศาล
    .
    แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่าน 4 รายเปิดเผยว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) อยู่ในจุดที่ได้เปรียบที่สุดในการรับผลประโยชน์ทางการเงินที่จะเกิดขึ้นจากการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร การฟื้นฟูการส่งออกน้ำมัน และการลงทุนจากต่างชาติ
    .
    ภายใต้ข้อตกลงชั่วคราวที่ประกาศไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ สหรัฐจะอนุญาตให้ผ่อนปรนการขายน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร และหากทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงที่ครอบคลุมมากขึ้นในระยะต่อไป อาจนำไปสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอื่นๆ ทั้งหมด พร้อมเปิดทางให้อิหร่านเข้าถึงกองทุนฟื้นฟูประเทศมูลค่าสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์
    .
    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา IRGC เติบโตขึ้นภายใต้เงาของการคว่ำบาตร โดยได้สร้างอาณาจักรธุรกิจ (Commercial empire) ขนาดมหึมาที่ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมน้ำมัน การก่อสร้าง การเดินเรือ โทรคมนาคม ไปจนถึงการบริหารจัดการท่าเรือ
    .
    แม้ IRGC จะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่แน่ชัด แต่แหล่งข่าวระบุว่าความพยายามใดๆ ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะยิ่งเป็นการขยายฐานอำนาจทางการเงินของกลุ่มนี้ โดยปัจจุบัน บริษัทวิศวกรรมในเครืออย่าง คาตัม อัล-อันเบีย (Khatam al-Anbia) เป็นผู้ควบคุมบริษัทลูกอีกหลายร้อยแห่งที่รับผิดชอบโครงการโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานขนาดใหญ่ รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์
    .
    บทบาทของกลุ่มนี้ยิ่งทวีความสำคัญและทรงอิทธิพลมากขึ้นนับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การโจมตีที่ได้คร่าชีวิต อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ส่งผลให้ IRGC ขยายอำนาจภายในประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ และเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันให้ โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของอดีตผู้นำสูงสุด ก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่
    .
    แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า IRGC คือผู้ชนะที่แท้จริงของสงครามครั้งนี้ และเป็นกลุ่มที่พร้อมรับผลประโยชน์สูงสุดหากมีการยกเลิกการคว่ำบาตร เนื่องจากพวกเขาเป็นผู้บริหารเครือข่ายหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรมาโดยตลอดในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
    .
    อย่างไรก็ตาม อิทธิพลที่ฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจของ IRGC อาจกลายเป็นอุปสรรคสำหรับการฟื้นฟูประเทศ เนื่องจากกฎหมายการลงทุนของอิหร่านบังคับให้บริษัทต่างชาติต้องร่วมทุนกับธุรกิจท้องถิ่น ทำให้กลุ่มบริษัทที่เชื่อมโยงกับ IRGC กลายเป็นผู้คุมประตู (Gatekeepers) สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงภาคธุรกิจที่ทำกำไรมหาศาลที่สุดของประเทศ
    .
    นั่นหมายความว่า หากบริษัทตะวันตกกลับเข้าไปลงทุนในตลาดอิหร่าน อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการทำธุรกิจร่วมกับนิติบุคคลที่เชื่อมโยงกับ IRGC โดยทางตรงหรือทางอ้อม เจเรมี พาเนอร์ อดีตเจ้าหน้าที่สืบสวนด้านการคว่ำบาตรของกระทรวงการคลังสหรัฐ ชี้ให้เห็นว่า
    .
    "IRGC คือผู้อยู่เบื้องหลังการชักใยภาคอุตสาหกรรมน้ำมันทั้งหมด ดังนั้น บริษัทสหรัฐจึงไม่อาจเพิกเฉยต่อความเสี่ยงทางกฎหมายได้"
    .
    อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1239439
    .
    #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจGeopolitics

    https://www.facebook.com/share/p/18ZH6Zhf26/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จุดอ่อน ทำไมโลกยังแก้ปัญหา 'สายพานขยะ-เศรษฐกิจหมุนเวียน' ไม่ได้
    .
    ในขณะที่ระบบซัพพลายเชนทั่วโลกสามารถติดตามสินค้าได้อย่างแม่นยำตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงมือผู้บริโภค แต่ทันทีที่สินค้าชิ้นนั้นถูกทิ้ง “ข้อมูลทั้งหมดกลับสูญหายไปในทันที” กลายเป็นหลุมดำทางเศรษฐกิจที่ตัดขาดโอกาสของ ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ (Circular Economy) อย่างสิ้นเชิง ล่าสุดผู้เชี่ยวชาญชี้ เทคโนโลยี Edge AI กำลังจะเข้ามาเปลี่ยน ‘ถังขยะ’ ให้กลายเป็นขุมทรัพย์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เช่นเดียวกับที่ Google หรือ Spotify เคยทำสำเร็จมาแล้ว
    .
    ความหวังของ ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ ที่กำลังถอยหลัง เพราะขาด "พิมพ์เขียวข้อมูล"
    .
    มูลค่าของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ทั่วโลกสูงถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลปี 2568) พอๆ กับเม็ดเงินในตลาดโฆษณาทั่วโลกที่เติบโตจากการตามล่า “ความสนใจของผู้บริโภค” (Consumer Attention) ทว่าในทางกลับกัน ธนาคารโลกประเมินว่าปริมาณขยะทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 2.56 พันล้านตันในปี 2565 เป็น 3.86 พันล้านตันภายในปี 2593 (เพิ่มขึ้นถึง 50%) โดยมีค่าจัดการสูงกว่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
    .
    แต่เรื่องที่น่าตกใจคือ มีข้อมูลขยะในระดับรายชิ้น (Item-level data) อยู่ไม่ถึง 1% ส่งผลให้ อัตราการหมุนเวียนวัสดุกลับมาใช้ใหม่ทั่วโลก (Global Circularity Rate) ลดลงจาก 9.1% เหลือเพียง 6.9% ภายในเวลาแค่ 5 ปี เพราะโลกกำลังพยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยไม่มีบัญชีคู่ค้าขยะ (Ledger) ที่ชัดเจน
    .
    ส่องสถานการณ์ในไทย ตื่นตัวรับกฎหมาย EPR แต่ยังเผชิญความท้าทายเรื่อง ‘ข้อมูลขยะ’
    .
    ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายนี้อย่างเข้มข้น จากรายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย โดยกรมควบคุมมลพิษ พบว่าประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนเกิดขึ้นสูงถึงกว่า 25-27 ล้านตันต่อปี แต่มีขยะที่ถูกนำกลับไปใช้ประโยชน์จริงเพียงราวๆ 30-40% เท่านั้น ส่วนที่เหลือยังคงตกค้างหรือกำจัดอย่างไม่ถูกวิธี
    .
    ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเร่งผลักดัน ร่างกฎหมายการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน หรือ กฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้เพื่อบังคับให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค นอกจากนี้ในภาคเอกชนไทย เช่น เครือข่าย PackBack โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ได้เริ่มทำโครงการนำร่องเก็บข้อมูลการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วในบางจังหวัด (เช่น ชลบุรี) อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ของไทยยังคงเป็นการเก็บข้อมูลที่แยกส่วน ขาดแพลตฟอร์มส่วนกลางที่สามารถระบุประเภทและแบรนด์ของขยะได้แบบเรียลไทม์ ณ จุดทิ้ง
    .
    .
    อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1239218
    .
    #กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities #กรุงเทพธุรกิจSustain #กรุงเทพธุรกิจEnvironment

    https://www.facebook.com/share/p/1H3CdwLSYh/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อวสาร ...ตอนจบ การทำงานและคนที่คอยช่วยเหลือในด้านความสัมพันธ์มาตลอดเกือบทุกนายก ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน พร้อมเล่าเรื่องราว เบื้อลึกให้ฟังแบบละเอียดและคนที่อยู่ข้างหลัง
    ✅ ปรึกษาพี่ชาย ..
    ✅ บทบาทในการช่วยจัดตั้งพรรคและสนับสนุน
    ✅ จ่ายค่าชดเชยแลกกับเปิดด่าน
    ✅ ช่วยตอนถูกรัฐประหารก่อนบินกลับมาโดนจับ
    ✅ คนเซ็น MOU 2001(44)
    ✅ ความสัมพันธ์แนบแน่นที่สุดและช่วยผลักดันหลายโครงการทำถนนและรถไฟ ของ 3 P
    .
    ความผิดหวังที่ทำให้เข้าใจผิด ในอดีตและการที่โดนหักหลัง

    ⚡️ แปลและซัพสคริปให้ EP 4/4 จบ

    EP 3 https://www.facebook.com/share/v/1PAVksmZut/

    ✅ อ้างอิงจากคลิปฮุนเซ็นปล่อยออกมาแปลให้แบบตรงตัวจะมีช่วงบางช่วงมันพูดวน ตัดออก

    #beemnews
    #Scambodia

    https://www.facebook.com/share/v/1JG7oRTfJC/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 4.mp4
      ขนาดไฟล์:
      20.7 MB
      เปิดดู:
      22
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【เศรษฐกิจจีน】 สี จิ้นผิง อยากกระตุ้น "กำลังซื้อในประเทศ" แต่ครึ่งปีผ่านไป ทำไมยังไม่เป็นผล?


    เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2026 ไฟแนนเชียล ไทมส์ (Financial Times) เผยแพร่บทวิเคราะห์เศรษฐกิจจีนโดย โทมัส เฮล ผู้สื่อข่าวประจำเซี่ยงไฮ้ ตั้งคำถามตรงๆ ว่า เมื่อ สี จิ้นผิง วางหมุดให้การเติบโตของเศรษฐกิจจีนปี 2026 พึ่งพา "การขยายอุปสงค์ในประเทศ" เป็นหลัก แต่ครึ่งปีแรกผ่านไป ทั้งการบริโภคและการลงทุนกลับอ่อนแรงพร้อมกันทั้งสองขา


    ตัวเลขที่ออกมา "แย่กว่าที่ตลาดคาด"

    ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) ที่เผยแพร่เมื่อ 16 มิถุนายน ระบุว่า ยอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคเดือนพฤษภาคมหดตัว 0.6% เมื่อเทียบรายปี เป็นการ "ติดลบรายเดือนครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2022" สวนทางกับเดือนเมษายนที่ยังโต 0.2% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะทรงตัวที่ 0%


    ด้านการลงทุนสินทรัพย์ถาวร (fixed-asset investment) ช่วง 5 เดือนแรกของปีหดตัว 4.1% เมื่อเทียบรายปี ลึกกว่าช่วงมกราคม–เมษายนที่ติดลบ 1.6% และเลวร้ายกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ -2% ถึงเท่าตัว โดยเฉพาะการลงทุนภาคการผลิตที่หดตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2020 หรือช่วงต้นการระบาดโควิด


    อสังหาฯ ยังเป็นสมอถ่วง ต่อเนื่องเป็นปีที่ห้า

    การลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ช่วง 5 เดือนแรกดิ่งลง 16.2% ขณะที่การเริ่มก่อสร้างโครงการใหม่ร่วงถึง 22.6% สะท้อนว่ามาตรการพยุงตลาดของปักกิ่งที่ทำมาต่อเนื่อง ได้แค่ "ชะลอการทรุด" ไม่ใช่ "พลิกกลับ" วิกฤตอสังหาฯ ที่ลากยาวเข้าสู่ปีที่ห้ายังคงกัดกร่อนความมั่งคั่งและความเชื่อมั่นของครัวเรือนจีน


    ปัจจัยซ้ำเติมฝั่งการบริโภคยังมีอีกหลายชั้น ทั้งยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ติดลบติดต่อกันเป็นเดือนที่แปด และผลของมาตรการอุดหนุน "เก่าแลกใหม่" (trade-in) ที่เริ่มจางลง


    จุดสว่างชื่อ "ส่งออก–เอไอ" แต่ไม่ใช่การปรับสมดุลจริง

    ท่ามกลางตัวเลขในประเทศที่หม่นหมอง การค้าระหว่างประเทศกลับสวนทาง เดือนพฤษภาคม การส่งออกพุ่ง 19.4% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนการนำเข้าโต 27.4% ทำให้ทั้งสองฝั่งเติบโตเป็นเลขสองหลัก ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมโต 4.5% และการผลิตไฮเทคโตถึง 15.1% โดยได้แรงหนุนจากกระแสการลงทุนเอไอทั่วโลกและความต้องการเซมิคอนดักเตอร์


    แต่นักเศรษฐศาสตร์จากแบงก์ออฟอเมริกาเตือนว่า การนำเข้าที่พุ่งแรงส่วนใหญ่มาจาก "ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น" และกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่หมวด โดยเฉพาะชิปและทองคำ จึง "แทบไม่ใช่สัญญาณของการปรับสมดุลเศรษฐกิจ" ตราบใดที่อุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ ภาพเศรษฐกิจจีนจึงถูกเรียกว่าโตแบบ "ตัว K" คือภาคการผลิตและส่งออกพุ่ง สวนทางกับอสังหาฯ และการบริโภคที่ทรุด


    ปมเชิงโครงสร้าง: ติดกับดัก "โตด้วยการลงทุน"

    ผู้เชี่ยวชาญมองว่า เศรษฐกิจจีนยังพึ่งพาโมเดล "เติบโตด้วยการลงทุน" อย่างหนัก และยังไม่สามารถสร้างนโยบายบริหารอุปสงค์ที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคได้จริง แม้การส่งออกที่แข็งแกร่งจะช่วยค้ำเศรษฐกิจ แต่ก็ยิ่งเพิ่มความตึงเครียดทางการค้ากับคู่ค้าทั้งยุโรปและสหรัฐฯ นักเศรษฐศาสตร์หลายรายเตือนว่า หากจีนไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคได้ ความยั่งยืนของโมเดลปัจจุบันจะถูกท้าทาย ทว่าการเปลี่ยนผ่านนี้เผชิญแรงต้านมหาศาลทั้งในเชิงการเมืองและเชิงจิตวิทยา

    แหล่งข้อมูล: Financial Times (19 มิ.ย. 2026), สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (16 มิ.ย. 2026), Reuters, CNBC, ศุลกากรจีน, Bank of America Global Research

    https://www.facebook.com/share/1N7Sc9m8cg/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เจรจาสันติภาพตึงจัด! "อิหร่าน" เมินคุยประเด็นนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ พร้อมระบุปิดฮอร์มุซอีก เหตุสหรัฐฯ ล้มเหลวระงับศึกเลบานอน

    https://www.facebook.com/share/1M9BucQtFC/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    บทความนี้ถอดคำพูดจาก หลู่ อี้เหิง (โตรอนโต้ ฟางเหลี่ยน) จบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่พำนักในแคนาดา

    ฟางเหลี่ยน กล่าว :

    ---

    **พาร์ท 1**

    หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจเดือนพฤษภาคมถูกเปิดเผยออกมา ข้อมูลหลายตัวก็ทำสถิติต่ำสุดใหม่ โดยยอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภครวม ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการบริโภค ปรากฏค่าติดลบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคโรคระบาด

    แน่นอนว่านอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นยอดการลงทุนจากต่างชาติ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค หรือรายได้การคลังของท้องถิ่น ก็ล้วนทำสถิติต่ำสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง

    แต่ในขณะเดียวกัน เรากลับพบว่าในข้อมูลของสำนักงานสถิติฯ อัตราว่างงานของจีนไม่เพียงไม่เพิ่มขึ้น ยังออกมาในแนว "ทรงตัวและดีขึ้น" โดยลดลง 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ อัตราว่างงานลดจาก 5.2% เหลือ 5.1% แล้วอัตราว่างงานตัวนี้กันแน่ เป็นการปลอมแปลงตัวเลข หรือว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ? และในอนาคต ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของจีนจะพัฒนากลายเป็นการว่างงานครั้งใหญ่ทั้งชาติได้หรือไม่?

    สวัสดีครับทุกคน ผมฟางเหลี่ยน วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องนี้ ก่อนจะพูดถึงปัญหาที่ว่าอนาคตจะเกิดการว่างงานขนานใหญ่หรือไม่ เราต้องพูดถึงอีกประเด็นหนึ่งก่อน นั่นก็คือ อัตราว่างงาน 5.1% ในปัจจุบันนี้มันเป็นเรื่องอะไรกันแน่

    สำหรับพื้นฐานเศรษฐกิจของจีน ผมเชื่อว่าไม่ว่าจุดยืนทางการเมืองของคุณจะเป็น "เสี่ยวเฝินหง" (พวกคลั่งชาตินิยมเชียร์พรรค) เป็น "พวกทรยศ" (ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล) หรือเป็นพวกสายกลาง อย่างน้อยทุกคนน่าจะมีฉันทามติร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นคือพื้นฐานเศรษฐกิจจีนย่ำแย่จริงๆ และย่ำแย่มานานแล้ว ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมพื้นฐานเศรษฐกิจที่ย่ำแย่และเศรษฐกิจขาลงนี้ ถึงไม่แปรเปลี่ยนเป็นอัตราว่างงานสูงอย่างแท้จริง ตรงนี้ต้องพูดถึงคำหนึ่งที่ช่วงนี้ทุกคนน่าจะได้ยินบ่อยมาก นั่นคือ "การจ้างงานแบบยืดหยุ่น"

    ตามสมุดปกขาว "การพัฒนาและนวัตกรรมการจ้างงานยืดหยุ่นในภาคบริการ" ของมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา จำนวนผู้ทำงานแบบยืดหยุ่นในจีนเริ่มพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราเพิ่มต่อปีสูงถึง 40 ล้านคน และเมื่อถึงปี 2026 จำนวนผู้ทำงานยืดหยุ่นในจีนจะแตะ 320 ล้านคน

    นี่เป็นตัวเลขที่น่ากลัวมาก ปัจจุบันจีนมีประชากร 1,400 ล้านคน แต่ประชากร 1,400 ล้านคนไม่ได้เท่ากับว่าจีนมีกำลังแรงงาน 1,400 ล้านคน เพราะในจำนวนนี้มีทั้งเด็ก คนแก่ และคนที่กำลังเรียนหนังสือ เตรียมสอบเข้าบัณฑิตวิทยาลัย หรือเตรียมสอบบรรจุงาน ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติฯ ปัจจุบันประชากรที่มีงานทำตามทฤษฎีของจีนมีเพียง 725 ล้านคน และในอดีต กำลังแรงงาน 725 ล้านคนนี้ ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างประจำที่เป็นทางการในระยะยาว

    แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ประชากรที่ทำงานยืดหยุ่น 320 ล้านคน เท่ากับว่าราว 44% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังแรงงานจีน กำลังทำงานในตำแหน่งงานแบบยืดหยุ่น

    ในทางกลับกัน ต่อตัวเลขการจ้างงานยืดหยุ่น 320 ล้านคนนี้ ปฏิกิริยาแรกของหลายคนก็คือ การจ้างงานยืดหยุ่นมันคือเรื่องหลอกลวง การจ้างงานยืดหยุ่นก็เท่ากับไม่มีงานทำ ซึ่งจริงๆ แล้วตามมาตรฐานสถิติของจีนที่ว่า "ทำงาน 1 ชั่วโมงก็นับว่ามีงานทำ" การจ้างงานยืดหยุ่นก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่มันคือสภาพของการไม่มีงานทำ ในช่วงสองปีนี้ จำนวนการจ้างงานยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้นใหม่ของจีนอยู่ที่ราว 80 ล้านคน หากนับการจ้างงาน 80 ล้านคนนี้เป็นการว่างงานทั้งหมด อัตราว่างงานที่แท้จริงของจีนในตอนนี้ก็ควรอยู่ที่ราว 16%

    ตัวเลขนี้อาจตรงกับความคาดหมายในใจของหลายคนต่ออัตราว่างงานจีนในปัจจุบัน แต่ความเป็นจริงของการจ้างงานยืดหยุ่นนั้นซับซ้อนกว่าที่คิด การเหมารวมว่าการจ้างงานยืดหยุ่นทั้งหมดคือการว่างงานก็ไม่สมเหตุสมผลเช่นกัน การจ้างงานยืดหยุ่นเมื่อมองดูแล้วไม่เหมือนการว่างงาน แต่เหมือน "การลดระดับการจ้างงาน" มากกว่า และนี่คือสิ่งที่ผมมองว่าเป็นรูปแบบใหม่ของการว่างงานในอนาคตของจีน ผู้คนไม่ใช่หางานไม่ได้ แต่เป็นการถูกลดระดับการจ้างงานครั้งใหญ่

    ---

    **พาร์ท 2**

    คุณอาจถามว่า ประชากรที่เข้าสู่งานยืดหยุ่นใหม่ปีละ 40 ล้านคนของจีนตอนนี้มาจากไหน? แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จำนวนกำลังแรงงานรวมจะเพิ่มขึ้น เพราะปี 2025 เมื่อเทียบกับปี 2024 ประชากรกำลังแรงงานรวมกลับลดลงเกือบ 10 ล้านคน

    แหล่งที่มาแรกของการจ้างงานยืดหยุ่น 40 ล้านคน ก็คือกลุ่มคนว่างงานตามที่เราเข้าใจกันโดยทั่วไป จากผลสำรวจฉบับหนึ่งของสำนักข่าวไฉซินก่อนหน้านี้ ระบุว่า ในบรรดาคนขับรถแอปของจีน มีถึง 77% ที่เปลี่ยนเข้ามาทำหลังจากตกงาน คนตกงานเหล่านี้หางานที่คล้ายกับงานเดิมได้ยากมาก พวกเขาจึงทำได้แค่หันไปทำงานตำแหน่งยืดหยุ่นเท่านั้น ตรงนี้จึงประกอบขึ้นเป็นกลุ่มหลักกลุ่มแรกของการจ้างงานยืดหยุ่นในจีน

    ส่วนกลุ่มหลักกลุ่มที่สอง คือบัณฑิตที่เพิ่งจบใหม่ ตามข้อมูลที่เกี่ยวข้องของกระทรวงศึกษาธิการจีน ระบุว่า ปี 2025 จำนวนบัณฑิตจบใหม่ของจีนอยู่ที่ราว 12.22 ล้านคน แน่นอนว่าบัณฑิตจบใหม่ไม่ใช่ทุกคนที่จะหางาน ในจำนวนนี้ราว 4 ล้านคนเมื่อจบแล้วก็ไปสอบบรรจุงานราชการหรือสอบเรียนต่อ พวกเขาไม่ได้เข้าสู่ตลาดแรงงาน และอีกราว 20% อยู่ในสภาพว่างงาน ส่วนในกลุ่มคนที่เหลือ ในบรรดาคนหนุ่มสาวที่เข้าสู่ตลาดแรงงานและหางานได้แล้วนั้น มีถึง 4.27 ล้านคนเข้าสู่แวดวงการจ้างงานยืดหยุ่น เท่ากับว่าในบรรดาบัณฑิตจบใหม่ อย่างน้อยเกินครึ่งเข้าสู่แวดวงการจ้างงานยืดหยุ่น การที่นักศึกษามหาวิทยาลัยทำงานยืดหยุ่นนั้น จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่แพร่หลายมากในจีนมานานแล้ว

    ต่างจากภาพจำดั้งเดิมของหลายคนที่ว่า คนทำงานยืดหยุ่นล้วนเป็นคนอายุค่อนข้างมากและวุฒิการศึกษาค่อนข้างต่ำ จริงๆ แล้วตามข้อมูลสำรวจในช่วงแรกของเว็บไซต์ไฉจิงระบุว่า ปัจจุบันผู้ที่เข้าร่วมการจ้างงานยืดหยุ่นในจีนส่วนใหญ่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี และในด้านวุฒิการศึกษา กลุ่มคนทำงานยืดหยุ่นก็มีวุฒิสูงกว่าที่ทุกคนคิดไว้มาก ยกตัวอย่างเช่นวงการไลฟ์สด ที่ไม่ใช่ยุคที่เต็มไปด้วยพวกวุฒิแค่มัธยมปลาย พวกเกเรไร้สาระที่อาละวาดโบกไม้โบกมือมั่วซั่วอีกต่อไปแล้ว ปัจจุบันอัตราคนวุฒิปริญญาตรีในวงการไลฟ์สดเกิน 50% แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น สุดโต่งหน่อยอย่างตำแหน่งงานส่งของที่ดูเหมือนต้องการทักษะต่ำมาก ก็คือไรเดอร์และพนักงานส่งอาหาร ปัจจุบันอัตราผู้สมัครงานที่มีวุฒิปริญญาตรีก็เข้าใกล้ 40% แล้ว และหากนับรวมวุฒิอนุปริญญาเข้าไปด้วย สัดส่วนผู้ที่ผ่านการศึกษาระดับอุดมศึกษาก็สูงถึง 80%

    แน่นอนว่านอกจากกลุ่มคนว่างงานและบัณฑิตจบใหม่ตามที่เราเข้าใจกันแล้ว ในการจ้างงานยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้นใหม่ 40 ล้านคนทั้งหมดนี้ ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ทุกคนมักมองข้าม และเป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุดด้วย นั่นคือ "ลูกจ้างประจำที่ถูกเปลี่ยนเป็นงานยืดหยุ่น" ซึ่งนี่ต่างหากที่เป็นกลุ่มหลักของการจ้างงานยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้นใหม่ในปัจจุบัน

    ในความเข้าใจของเราในอดีต โดยทั่วไปอุตสาหกรรมแบบไหนที่จะใช้แรงงานยืดหยุ่นจำนวนมาก? ส่วนใหญ่ก็เช่นงานตกแต่งต่อเติม หรืองานใช้แรงอย่างพวกคนงานขนของ ภาพการรับสมัครแรงงานยืดหยุ่นในจินตนาการของเรา ก็น่าจะกระจุกตัวอยู่ตามตลาดแรงงานบางแห่ง แต่ช่วงนี้สถานการณ์นี้กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว งานที่เราเข้าใจกันแต่เดิมว่าเป็นลูกจ้างประจำบางส่วน ก็เริ่มกลายเป็นลูกจ้างรายชั่วโมง กลายเป็นการจ้างงานยืดหยุ่นล้วนๆ เช่น พนักงานเสิร์ฟในโรงแรม บาริสต้าในร้านกาแฟ พนักงานล้างจานในร้านอาหาร พนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์หน้า

    ตอนที่ผมค้นหาเรื่องการจ้างงานยืดหยุ่น ผมก็พบว่าในจีนได้เกิดแพลตฟอร์มจ้างงานยืดหยุ่นขึ้นมาหลายเจ้าแล้ว แพลตฟอร์มเหล่านี้แตกต่างจากเจ้าเดิมๆ อย่างเช่น Zhubajie ที่ให้บริการตำแหน่งงานยืดหยุ่นด้านการออกแบบหรือศิลปะ แพลตฟอร์มเหล่านี้ส่วนใหญ่ให้บริการตำแหน่งงานยืดหยุ่นที่ใช้แรงงานพื้นฐาน ยกตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มหนึ่งในนั้นก็อ้างตัวว่า ให้ความช่วยเหลือด้านการจ้างงานยืดหยุ่นแก่บริษัทหลายแห่ง รวมถึงฮิลตัน KFC แมคโดนัลด์ และเทียนห่าวคาฟเฟ่ (Tim Hortons) และช่วยให้บริษัทเหล่านี้ลดต้นทุนแรงงานลงได้ 40% และผมลองค้นดูก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริง บนแพลตฟอร์มจ้างงานของเจ้านี้มีบริษัทขนาดกลางและใหญ่จำนวนมากเปิดรับสมัครอยู่จริง ตำแหน่งที่รับสมัครเหล่านี้ครอบคลุมงานพื้นฐานรายชั่วโมงหลากหลายประเภท รวมถึงงานล้างจาน งานต้อนรับ และงานพนักงานเสิร์ฟ

    โดยเฉพาะเทียนห่าวคาฟเฟ่ (Tim Hortons) ในนั้น จากบทสัมภาษณ์ระบุว่า ตลอดเวลา 3 ปี เทียนห่าวคาฟเฟ่ได้ปรับพนักงานราว 50% ของบริษัทเดิม จากลูกจ้างประจำระยะยาวให้กลายเป็นแรงงานจ้างยืดหยุ่น เพื่อลดต้นทุนแรงงาน บางครั้งก็อดรู้สึกไม่ได้จริงๆ ว่าเหมือนสำนวนที่ว่า "ส้มที่ปลูกทางใต้ของแม่น้ำหวยให้ผลเป็นส้มหวาน แต่พอย้ายไปปลูกทางเหนือกลับกลายเป็นส้มขม" (สิ่งเดียวกันเมื่ออยู่คนละสภาพแวดล้อมก็ให้ผลต่างกัน) เทียนห่าวคาฟเฟ่ ชื่อภาษาอังกฤษคือ Tim Hortons เป็นแบรนด์ประจำชาติของแคนาดา เทียบได้กับแมคโดนัลด์ของชาวแคนาดา Tim Hortons เจ้านี้ในแคนาดา จะว่าหลักประกันแรงงานดีเลิศก็คงไม่เชิง แต่อย่างน้อยระบบทำงาน 8 ชั่วโมงขั้นพื้นฐานและประกันทันตกรรมก็ยังมีครบ ทว่าพอมาถึงจีน หลังจากถูกทุนจีนเข้ามาแทรกแซง กลับกลายเป็นต้นแบบของการจ้างงานยืดหยุ่นไปเสียได้ ช่างเหลือเชื่อจริงๆ

    ---

    **พาร์ท 3**

    เมื่อบริษัทแบบนี้เริ่มใช้การจ้างงานยืดหยุ่นอย่างหนัก เราก็ไม่อาจตำหนิมากเกินไปว่าบริษัทเหล่านี้โลภเกินไป เพราะโดยเนื้อแท้แล้วมันคือการเลิกจ้างแฝงรูปแบบหนึ่งภายใต้ภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจถดถอย เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นในญี่ปุ่นมาก่อนเช่นกัน หลังจากฟองสบู่แตกในศตวรรษที่แล้ว ญี่ปุ่นก็เริ่มเข้าสู่ "ยุคน้ำแข็งการจ้างงาน" ตั้งแต่ปี 1993 หลังจากนั้นอัตราว่างงานของคนหนุ่มสาวญี่ปุ่นก็เพิ่มขึ้นอย่างจำกัด ความถดถอยด้านการจ้างงานของญี่ปุ่นสะท้อนออกมาในรูป "การลดระดับการจ้างงาน" มากกว่า ตั้งแต่ปี 1993 ญี่ปุ่นเริ่มมีแรงงานรับเหมาช่วงที่ต้นทุนต่ำกว่าปรากฏขึ้นจำนวนมาก แรงงานรับเหมาช่วงเข้ามาแทนที่ลูกจ้างสัญญาจ้างเดิมของญี่ปุ่น และครั้งหนึ่งเคยกลายเป็นกระแสหลักของการจ้างงานในญี่ปุ่น

    แน่นอนว่าปัญหาของจีนคือ ก่อนที่ฟองสบู่จีนจะแตก จีนก็มีระบบแรงงานรับเหมาช่วงแพร่หลายอยู่ก่อนแล้ว แรงงานรับเหมาช่วงแบบนี้ขึ้นชื่อมาตลอดว่าไม่ให้สวัสดิการใดๆ และไม่ให้หลักประกันใดๆ แก่ลูกจ้าง และเมื่อบริษัทจีนที่มีระบบรับเหมาช่วงอยู่แล้วต้องการบีบสิทธิแรงงานลงไปอีก การจะขยายหรือคิดหากลเม็ดเพิ่มเติมบนระบบรับเหมาช่วงก็เป็นไปไม่ได้แล้วอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นการจ้างงานยืดหยุ่นที่สุดโต่งยิ่งกว่าจึงเริ่มปรากฏขึ้น ญี่ปุ่นเป็นการลดระดับจากระบบลูกจ้างประจำที่เป็นทางการลงมาเป็นระบบแรงงานรับเหมาช่วง ส่วนจีนเป็นการลดระดับจากระบบแรงงานรับเหมาช่วงลงมาเป็นระบบจ้างงานยืดหยุ่น การจ้างงานยืดหยุ่นช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนของบริษัทลงไปอีกขั้น

    บริษัทที่ใช้การจ้างงานยืดหยุ่นในวงกว้าง ไม่เพียงไม่ต้องคำนึงถึงรายจ่ายด้านหลักประกันอย่างประกันสังคมและประกันสุขภาพ ยังไม่ต้องคำนึงถึงวันหยุดของพนักงาน และยังกดค่าจ้างพนักงานลงไปอีก ขณะเดียวกัน พนักงานจ้างยืดหยุ่นยังเป็นแบบ "อยากเลิกจ้างเมื่อไรก็เลิกได้" ร้านค้าก็ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องกำไรลดลงอีกต่อไป หากผลประกอบการของร้านไม่ดี แม้กระทั่งไม่ต้องรอถึงเดือนหน้า พรุ่งนี้แค่เรียกพนักงานจ้างยืดหยุ่นมาน้อยลงสองคนก็ได้แล้ว ความเสี่ยงเรื่องผลประกอบการร้านที่ตกต่ำเริ่มถูกผลักให้พนักงานแบกรับ และเมื่อความเสี่ยงถูกผลักให้พนักงานแบกรับ สำหรับแรงงานจำนวนมากนี่ย่อมเป็นเรื่องเจ็บปวด เมื่อก่อนเรายังกังวลแค่ว่าเดือนหน้าจะถูกไล่ออกไหม ตอนนี้สิ่งที่อาจต้องกังวลคือพรุ่งนี้จะถูกไล่ออกไหม

    จริงๆ แล้ว แม้จะเป็นพนักงานเสิร์ฟ บาริสต้า หรือพนักงานเก็บเงินเหมือนกัน ความสัมพันธ์แบบจ้างประจำระยะยาวก็ย่อมดีกว่าการจ้างยืดหยุ่นแน่นอน ในจังหวะนี้ แม้ตำแหน่งงานจะไม่เปลี่ยน แต่ความสัมพันธ์แรงงานเปลี่ยนไป จริงๆ แล้วก็คือการถูกลดระดับเช่นกัน ไม่ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะตกแต่งให้การจ้างงานยืดหยุ่นดูสวยงามอย่างไร โดยบอกว่ามันเป็นที่ชื่นชอบของคนหนุ่มสาวเพราะมีอิสระ แต่ผมเชื่อว่าสำหรับคนส่วนใหญ่ หากมีงานที่มั่นคงสักงานหนึ่ง ก็ไม่มีใครอยากไปหาตำแหน่งงานยืดหยุ่นที่เช้าไม่รู้เย็นหรอก

    แน่นอนว่าการลดระดับการจ้างงานของจีนแบบนี้ ไม่ได้สะท้อนแค่ในความสัมพันธ์การจ้างงานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนในการจำแนกประเภทตำแหน่งงานด้วย ช่วงนี้จีนพูดถึงอะไรพวกการยกระดับอุตสาหกรรม พวกพลังการผลิตรูปแบบใหม่ ทำราวกับว่านวัตกรรมวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของโลก ถ้าไม่ใช่อเมริกาก็ต้องเป็นจีน แต่ในความเป็นจริง ตำแหน่งงานที่คนจีนทำกลับเริ่มต่ำลงเรื่อยๆ ตามรายงานการวิจัยการจ้างงานกลุ่มแรงงานปกคอน้ำเงิน (blue-collar) ของจีนปี 2025 ระบุว่า ปี 2025 จำนวนแรงงานปกคอน้ำเงินทั้งหมดของจีนเพิ่มขึ้น 2 ล้านคน จาก 425 ล้านคน เป็น 427 ล้านคน แม้จะเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่ในทางตรงข้าม ประชากรกำลังแรงงานตลอดทั้งปี 2025 ของจีนกลับลดลงเกือบ 10 ล้านคน ส่วนประชากรที่ทำงานปกคอขาว (white-collar/งานออฟฟิศ) ก็ลดลงมากขึ้นเรื่อยๆ ตำแหน่งงานปกคอขาวจำนวนมากเริ่มหายไป และแปรเปลี่ยนเป็นตำแหน่งงานปกคอน้ำเงิน เสมียนเริ่มกลายเป็นแม่บ้านหรือพี่เลี้ยงดูแลแม่หลังคลอด โปรแกรมเมอร์เริ่มกลายเป็นคนขับรถ Didi นี่ไม่ใช่เรื่องตลกที่พูดเล่น แต่เป็นข้อมูลจริง

    สาเหตุเบื้องหลังเรื่องนี้ นอกจากการลดระดับอุตสาหกรรมที่เกิดจากกำลังการบริโภคไม่เพียงพออันเป็นผลจากเศรษฐกิจขาลงแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับการที่อุตสาหกรรมไฮเทคของจีนถูกประเมินค่าสูงเกินจริงด้วย อุตสาหกรรมไฮเทคของจีนในปัจจุบันหลักๆ มี 6 กลุ่ม ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่พลังงานใหม่ แผงโซลาร์เซลล์ วงจรรวม (ชิป) ชีวเวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ไฟฟ้า ผมเรียกมันว่า "6 อย่างใหม่" นี่คือแกนกลางของอุตสาหกรรมไฮเทคของจีนในปัจจุบัน และเป็นแกนกลางของ "พลังการผลิตรูปแบบใหม่" ของสีจิ้นผิงด้วย สองปีมานี้ภายใต้การโฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีน พวกมันดูร้อนแรงมาก แต่ 6 อย่างนี้รวมกันคิดเป็นสัดส่วนของจีดีพีรวมของจีนในปัจจุบัน ยังมีเพียง 8% เท่านั้น เมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อนก็เพิ่มขึ้นเพียง 0.5%

    และที่แย่ยิ่งกว่าคือ ผมได้สุ่มหยิบงบการเงินของบริษัทพลังการผลิตรูปแบบใหม่ 20 แห่ง มาเปรียบเทียบกับงบการเงินของบริษัทในอุตสาหกรรมดั้งเดิม ผมพบว่า เพราะอุตสาหกรรมไฮเทคล้วนมีลักษณะเป็นระบบอัตโนมัติสูง สิ่งนี้ทำให้เมื่อสร้างผลผลิตจีดีพีเท่ากัน 1 หน่วย จำนวนตำแหน่งงานที่บริษัทพลังการผลิตรูปแบบใหม่สร้างได้ มีเพียง 9% ของบริษัททั่วไปเท่านั้น นั่นก็คือ การสร้างจีดีพี 10 ล้าน บริษัททั่วไปอาจต้องใช้ 100 ตำแหน่งงาน แต่บริษัทพลังการผลิตรูปแบบใหม่กลับต้องการเพียง 9 ตำแหน่งงาน สิ่งนี้ทำให้ ปัจจุบันแม้บริษัทพลังการผลิตรูปแบบใหม่จะถูกโฆษณาเกินจริงอย่างหนัก แต่จากการประเมินของเรา มันสร้างตำแหน่งงานให้จีนเพียงราว 5 ล้านตำแหน่งเท่านั้น จำนวนตำแหน่งงานที่สร้างได้ มีเพียงราวหนึ่งในสามของอุตสาหกรรมดั้งเดิม และหนึ่งในแปดของวงการรถแอป ต่อให้เราคิดว่าพลังการผลิตรูปแบบใหม่จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในอีก 3 ปีข้างหน้า จำนวนตำแหน่งงานที่สร้างให้จีนได้จริงก็ยังเป็นเพียงน้ำหยดเดียวในมหาสมุทร

    ดังนั้น ปัจจุบันจีนจึงเข้าสู่สภาวะ "ลดระดับสองชั้น" อย่างแท้จริง ทั้งความสัมพันธ์แรงงานกำลังถูกลดระดับ และตำแหน่งงานก็กำลังถูกลดระดับ สิ่งนี้ยังทำให้จีนเข้าสู่วงจรอุบาทว์ที่โหดร้ายมาก การแพร่ขยายของการจ้างงานยืดหยุ่นเกิดจากอะไร? จริงๆ แล้วเกิดจากการลดระดับการบริโภค การลดระดับการบริโภคนำไปสู่การลดระดับการจ้างงานของจีน ปัจจุบันตำแหน่งงานส่วนใหญ่ที่แปรเปลี่ยนเป็นการจ้างงานยืดหยุ่น ล้วนกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมการบริโภค เช่น โรงแรม ร้านกาแฟ ร้านชานม นี่คือผลลัพธ์โดยตรงจากการลดระดับการบริโภค แต่เมื่อการจ้างงานยืดหยุ่นและการลดระดับการจ้างงานเริ่มแพร่ขยาย สิ่งนี้ก็ทำให้คนจีนจำนวนมากมีความคาดหวังต่ออนาคตที่ย่ำแย่ลง

    ในอดีต ระบบหลักประกันสุขภาพและระบบบำนาญที่ห่วยแตกของจีน ก็ทำให้คนจีนยากที่จะไม่เก็บออมเงินอยู่แล้ว ตอนนี้พอเข้าสู่ยุคการจ้างงานยืดหยุ่น งานของทุกคนแม้แต่จะเป็นงานประจำก็ยังไม่ใช่ วันนี้มีกะให้ทำ พรุ่งนี้จะมีกะหรือไม่ ทุกคนก็ไม่รู้แล้ว ดังนั้นความคาดหวังของทุกคนต่ออนาคตก็จะยิ่งย่ำแย่ลง รู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยมากขึ้น เมื่อถึงตอนนั้นความต้องการบริโภคก็จะยิ่งต่ำลง สิ่งนี้จะยิ่งกดการบริโภคของจีนลงไปอีก และนำไปสู่การที่การจ้างงานของจีนถูกลดระดับลงไปอีก ภาวะทางตันด้านการจ้างงานของจีน พูดได้ว่าตอนนี้มองไม่เห็นทางออกและอนาคตเลยแม้แต่น้อย และไม่เพียงปัญหาการจ้างงานของจีนจะไร้ความหวังในอนาคตเท่านั้น ยังมีความเสี่ยงที่จะเลวร้ายลงไปอีกด้วย

    ---

    **พาร์ท 4**

    สามม้าศึกของจีนในปัจจุบัน คือ การลงทุน การบริโภค และการส่งออก ก็ไม่ได้พังทลายทั้งหมด ปัจจุบันที่พังหนักหน่อยคือการบริโภคและการลงทุน ในสามม้าศึกนี้ ยังมีม้าตัวหนึ่งที่ยังวิ่งอยู่ นั่นคือการส่งออก ปี 2024 การส่งออกของจีนเมื่อคิดเป็นสกุลเงินหยวน เติบโต 7.1% เทียบปีต่อปี ส่วนปี 2025 เติบโต 6.1% เทียบปีต่อปี และตลอดทั้งปี 2025 ยอดเกินดุลการค้าของจีนยังพุ่งขึ้นไปถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำสถิติสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ จีดีพีที่มาจากการส่งออกกลายเป็นเสาค้ำสุดท้ายของเศรษฐกิจจีนในปัจจุบัน มันช่วยพยุงการจ้างงานบางส่วนไว้ได้ในระดับหนึ่ง แต่การส่งออกนี้ตอนนี้ดูแล้วอันตรายมาก

    การพุ่งสูงของการส่งออกจีน โดยพื้นฐานแล้วได้มาด้วยการแลกด้วยราคาถูก เมื่อดูจากราคาถูกในสกุลหยวน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2023 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2025 แม้มูลค่าการส่งออกสินค้าของจีนจะเพิ่มขึ้น 14.3% แต่ราคาเฉลี่ยของสินค้าส่งออกจีนกลับลดลงสะสมราว 10% บริษัทส่งออกจีนใช้ราคาถูกแลกการเติบโตมาโดยตลอด หรือจะพูดว่าใช้กำไรต่ำแลกการเติบโตก็ได้ แล้วกำไรนี้ถูกบีบจนถึงขีดสุดแล้วหรือยัง? ตอนนี้จริงๆ แล้วเข้าใกล้ขีดสุดแล้ว สภาวะขาดทุนของบริษัทอุตสาหกรรมจีนเข้าใกล้ 50% แล้ว ก็เท่ากับเกือบครึ่งหนึ่งกำลังขาดทุน พร้อมกับการที่กำไรของบริษัทเหล่านี้ลดลงไปอีก มีความเป็นไปได้สูงที่ในที่สุดบริษัทอุตสาหกรรมก็จะเริ่มเอาอย่างบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างพวกธุรกิจร้านอาหาร เริ่มใช้การจ้างงานยืดหยุ่นในวงกว้าง

    และภาคการผลิตทั้งหมดในปัจจุบันสร้างตำแหน่งงานอยู่ที่ 80 ล้านตำแหน่ง เป็นภาคที่สร้างตำแหน่งงานมากที่สุดในบรรดาทุกอุตสาหกรรม ขณะที่ปัจจุบันมีบริษัทในภาคการผลิตเพียง 30% เท่านั้นที่ใช้การจ้างงานยืดหยุ่น หากภาคการผลิตก็เริ่มหันมาใช้การจ้างงานยืดหยุ่นในวงกว้างด้วย ขนาดของการจ้างงานยืดหยุ่นของจีนก็จะทะลุไปถึงจุดสูงสุด ในอนาคตจีนอาจมีคนถึง 400 ล้าน หรือกระทั่ง 500 ล้านคน ที่ทำงานแบบยืดหยุ่น เมื่อถึงตอนนั้นก็จะเกิดปัญหาขึ้นข้อหนึ่ง คนทำงานยืดหยุ่นมากมายขนาดนี้ สังคมจะรองรับไหวจริงหรือ? ถ้าทุกคนเอาแต่ส่งอาหาร เอาแต่ขับรถ Didi แล้วใครจะมาเรียกรถ Didi ใครจะมาสั่งอาหารเดลิเวอรี?

    และนี่จริงๆ แล้วก็เกี่ยวพันกับปัญหาที่สำคัญที่สุดของการจ้างงานจีนในอนาคต นั่นคือ การลดระดับการจ้างงานของจีนในอนาคตจะมีขีดจำกัดไหม? จะมีวันหนึ่งที่การลดระดับการจ้างงานแปรเปลี่ยนกลายเป็นการว่างงานครั้งใหญ่ทั้งชาติหรือไม่? ผมคิดว่าความน่าจะเป็นที่จะแปรเปลี่ยนเป็นการว่างงานครั้งใหญ่ทั้งชาตินั้นไม่สูงนัก เมื่อเศรษฐกิจจีนตกต่ำลงไปอีก คนจีนจะเข้าสู่สภาวะ "การจ้างงานยืดหยุ่นขั้นสูงที่เหมือนกับการว่างงาน" เท่านั้น

    ในเรื่องนี้มีกรณีตัวอย่างที่ค่อนข้างชัดเจนอยู่กรณีหนึ่ง นั่นคือหมวดใหญ่หมวดหนึ่งในงานยืดหยุ่นช่วงนี้ คือบริการแม่บ้าน/งานบ้าน ช่วงนี้ภายใต้ฉากหลังเศรษฐกิจขาลง ตลาดบริการงานบ้านกลับเติบโตพุ่งขึ้นสวนกระแสในช่วงสองปีนี้ โดยเติบโตต่อปีเข้าใกล้ 10% และฉากหลังของการพุ่งขึ้นนี้ จริงๆ แล้วคือราคาของบริการงานบ้านที่ลดลง ตามรายงานของสื่อที่เกี่ยวข้อง ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ราคาพี่เลี้ยง/แม่บ้านอยู่ประจำบ้านในหลายพื้นที่ รวมถึงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเฉิงตู ลดลงเฉลี่ย 10% ถึง 20% และเพราะการเข้ามาแทรกของบริการงานบ้านผ่านอินเทอร์เน็ต ราคาบริการงานบ้านโดยรวมก็ลดลงเฉลี่ย 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน สิ่งนี้ทำให้ชนชั้นกลางจำนวนมากที่เดิมไม่อยากใช้หรือใช้บริการงานบ้านไม่ไหว เริ่มหันมาใช้บริการ ครอบครัวชนชั้นกลางที่มีรายได้ต่อเดือน 5,000 ถึง 10,000 หยวน ก็เริ่มกลายเป็นครอบครัวผู้ใช้บริการงานบ้านกลุ่มหลักทีละน้อย คิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของการใช้บริการงานบ้าน

    การแก้ปัญหาการบริโภคไม่เพียงพอด้วยการทำให้ถูกลง นี่ก็เป็นแนวโน้มใหญ่ของจีนในอนาคตเช่นกัน อนาคตจีนการบริโภคไม่เพียงพอจะทำอย่างไร? ก็ทำให้ตัวเองถูกลง อาหารเดลิเวอรีถูกลง บริการถูกลง การส่งออกถูกลง ตัวเองถูกลง จริงๆ แล้ว การว่างงานบางครั้งก็เป็นความหรูหราอย่างหนึ่ง หากทำได้แค่หาเลี้ยงปากท้องด้วยการจ้างงานยืดหยุ่นที่ราคาต่ำ สำหรับชาวยุโรปและอเมริกาจำนวนมากอาจ "นอนราบ" (ยอมแพ้ไม่สู้) ไปนานแล้ว งานราคาต่ำแบบนั้นฉันไม่ทำหรอก แต่คนจีน "นอนราบ" ได้ไหม? ไม่ทำได้ไหม?

    อนาคตจีนจะไม่มีการว่างงานครั้งใหญ่ ไม่ใช่เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจจีนในอนาคตดีพอ แต่เพราะการว่างงานจริงๆ แล้วเป็นเรื่องหรูหรา โดยเฉพาะสำหรับคนจีน ระบบหลักประกันสังคมของจีนแย่เกินไป ไม่เพียงพอเลยที่จะรองรับให้คนจีนว่างงานได้อย่างไร้ความกังวล คนอเมริกันอยากว่างงานก็ว่างงานได้ นั่นเป็นเพราะอเมริกามีระบบหลักประกันขั้นพื้นฐาน จริงๆ แล้วในบรรดาประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย อเมริกาเพราะเอียงขวาเกินไป ระบบหลักประกันพื้นฐานจึงแย่ที่สุด แต่ในช่วงโรคระบาด เพราะมีเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม คนอเมริกันโดยเฉลี่ยยังได้รับเงินว่างงานราว 4,000 ดอลลาร์ต่อเดือน และตอนนี้หลังจากตัดเงินอุดหนุนช่วงโรคระบาดออกไปแล้ว คนอเมริกันโดยเฉลี่ยก็ยังได้รับเงินประกันการว่างงานราว 2,000 ดอลลาร์ต่อเดือน นี่คือเงื่อนไขเบื้องต้นที่ทำให้เขาว่างงานได้ แต่สำหรับคนจีนส่วนใหญ่ พวกเราไม่มีประกันการว่างงาน พวกเราเท่ากับอยู่ในสภาพ "มือหยุดทำ ปากก็หยุดกิน" จีนไม่ใช่จะไม่ว่างงาน แต่ว่างงานแล้วก็เท่ากับพรุ่งนี้อดตาย ทุกคนจึงไม่มีทางที่จะว่างงานได้

    ดังนั้นในอนาคตอาจเกิดสถานการณ์ที่ค่อนข้างน่ากลัวขึ้น นั่นคือ ตอนนี้พวกเราหลายคนยังดูถูกการจ้างงานยืดหยุ่น แต่ตอนที่ผมศึกษาแอปการจ้างงานยืดหยุ่นเหล่านี้ ผมพบว่าแอปเหล่านี้จริงๆ แล้วได้ทำ "โหมดแย่งกะ" ไว้ล่วงหน้าแล้ว หากในอนาคตการบริโภคลดลงต่อเนื่อง การส่งออกเริ่มถล่มทลาย จำนวนคนทำงานยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 400 ล้าน 500 ล้านคน ครองสัดส่วน 70% ของกำลังแรงงานจีน ต่อไปสถานการณ์ที่อาจเกิดกับเราก็คือ ตื่นนอนขึ้นมา สิ่งแรกที่ทำไม่ใช่การไปทำงาน เพราะไม่มีงานให้ไปทำแล้ว แต่เป็นการเปิดมือถือขึ้นมาก่อน มองดูตำแหน่งงานยืดหยุ่นกองพะเนินที่ราคาเพียงชั่วโมงละ 10 หยวน แล้วเริ่มแย่งตำแหน่งงานเหล่านี้กัน แย่งได้ก็ไปทำ แย่งได้ก็มีข้าวกิน แย่งไม่ได้ก็อดสักหน่อย

    เมื่อก่อนเราเกลียดระบบ 996 (ทำงาน 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม สัปดาห์ละ 6 วัน) ต่อไปเราอาจกลับภาวนาขอให้ได้ 996 วันหนึ่งหากแย่งงานยืดหยุ่นในแอปได้สักสองงาน เราอาจถึงกับรู้สึกดีใจด้วยซ้ำ แล้วสภาพที่เช้าไม่รู้เย็น สภาพที่ค่าจ้างยิ่งต่ำลงเรื่อยๆ แบบนี้ คุณจะเรียกว่าการว่างงานได้ไหม? พูดได้แค่ว่าตามจริงแล้ว มันอาจไม่เท่ากับการว่างงาน แต่จะเจ็บปวดยิ่งกว่าการว่างงาน ผมเชื่อว่าสภาพการลดระดับการจ้างงานครั้งใหญ่ และการจ้างงานยืดหยุ่นทั้งชาติแบบนี้ จะเป็นอนาคตของคนจีน

    สุดท้ายนี้ ขอบคุณทุกคนที่รับชมรายการในวันนี้ ผมฟางเหลี่ยน หวังว่าทุกคนจะช่วยกดไลก์สนับสนุนคลิปของผมเยอะๆ แบบนี้จะช่วยให้ยูทูบแนะนำคลิปของผมให้คนกลุ่มของผมมากขึ้น แล้วพบกันใหม่ในรายการตอนหน้าครับ

    ---
    ที่มา :


    https://www.facebook.com/share/p/1Bgegm8pP5/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【จ้างงานยืดหยุ่น 320 ล้านคน: "การว่างงานโฉมใหม่" ของจีน ที่เลวร้ายกว่าการตกงาน】


    เศรษฐกิจจีนทรุดทุกตัวชี้วัด แต่ตัวเลขว่างงานทางการกลับ "ดีขึ้น" — ยูทูบเบอร์วิเคราะห์จีนชื่อ ตัวลุนตัวฟางเหลี่ยน (@torontobigface) อธิบายปริศนานี้ในคลิปชื่อ "จีนตกงานครั้งใหญ่" ด้วยคำสำคัญคำเดียว คือ "การจ้างงานแบบยืดหยุ่น" (หลิงหัวจิ้วเย่ / flexible employment) ที่เขาชี้ว่าไม่ใช่การมีงานทำ แต่คือ "การว่างงานรูปแบบใหม่" ที่บางครั้งเลวร้ายยิ่งกว่าการตกงานเสียอีก


    ปริศนา: เศรษฐกิจดิ่ง แต่ตัวเลขว่างงาน "ลดลง"

    ฟางเหลี่ยนชี้ว่า ข้อมูลเศรษฐกิจจีนเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาสร้างจุดต่ำสุดใหม่หลายตัว ทั้งยอดค้าปลีก (ตัวชี้วัดการบริโภค) ที่เขาระบุว่าติดลบครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคโควิด การลงทุนจากต่างชาติ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และรายได้การคลังท้องถิ่น ล้วนทำสถิติต่ำสุด แต่ในข้อมูลของสำนักงานสถิติฯ อัตราว่างงานกลับ "ทรงตัวและดีขึ้น" ลดลง 0.1% จาก 5.2% เหลือ 5.1%

    คำถามคือ ตัวเลขนี้ปลอม หรือเป็นจริง? และเศรษฐกิจถดถอยจะลามเป็น "การว่างงานทั้งชาติ" หรือไม่


    กุญแจไขปริศนา: คนเกือบครึ่งของแรงงานจีนทำ "งานยืดหยุ่น"

    ฟางเหลี่ยนอ้างสมุดปกขาวของมหาวิทยาลัยฟู่ตั้นว่า ตั้งแต่ปี 2024 จำนวนผู้ทำงานยืดหยุ่นในจีนพุ่งขึ้นปีละราว 40 ล้านคน และจะแตะ 3.2 ร้อยล้านคนในปี 2026 ขณะที่ประชากรวัยทำงานจริงของจีนตามสถิติทางการมีเพียงราว 725 ล้านคน เท่ากับว่าราว 44% หรือเกือบครึ่งของแรงงานจีน อยู่ในงานแบบยืดหยุ่น

    ตามนิยามจีนที่ "ทำงาน 1 ชั่วโมงก็นับว่ามีงานทำ" งานยืดหยุ่นจำนวนมากแทบไม่ต่างจากการไม่มีงาน เขาคำนวณว่า หากนับแรงงานยืดหยุ่นที่เพิ่มใหม่ราว 80 ล้านคนในสองปีเป็นคนว่างงาน อัตราว่างงานจริงของจีนน่าจะอยู่ที่ราว 16% แต่เขาย้ำว่ามันซับซ้อนกว่านั้น เพราะงานยืดหยุ่นไม่เท่ากับการว่างงานเสียทีเดียว มันคือ "การลดระดับการจ้างงาน" (就业降级) มากกว่า — คนไม่ใช่หางานไม่ได้ แต่ถูกบีบให้ตกชั้นลงครั้งใหญ่


    ใครถูกผลักเข้าสู่งานยืดหยุ่น

    ฟางเหลี่ยนแยกที่มาเป็นสามกลุ่ม

    กลุ่มแรก คนตกงานที่หางานเดิมไม่ได้ เขาอ้างผลสำรวจของสำนักข่าวไฉซินว่า คนขับรถแอปในจีนถึง 77% เป็นคนที่ตกงานแล้วหันมาขับ

    กลุ่มสอง บัณฑิตจบใหม่ ปี 2025 มีบัณฑิตราว 12.22 ล้านคน ในจำนวนนี้ราว 4 ล้านคนไปสอบราชการ/สอบต่อ อีกราว 20% ว่างงาน และในกลุ่มที่หางานได้ มีถึง 4.27 ล้านคนเข้าสู่งานยืดหยุ่น เท่ากับบัณฑิตที่มีงานทำเกินครึ่งไปอยู่ในงานยืดหยุ่น เขายังหักล้างภาพจำว่าแรงงานยืดหยุ่นคือคนสูงวัยวุฒิต่ำ โดยชี้ว่าส่วนใหญ่อายุต่ำกว่า 35 ปี วงการไลฟ์สดมีวุฒิปริญญาตรีเกิน 50% แม้แต่ไรเดอร์ส่งอาหารก็มีวุฒิตรีเกือบ 40%

    กลุ่มสาม ซึ่งเขาบอกว่าใหญ่ที่สุดและถูกมองข้าม คือ "ลูกจ้างประจำที่ถูกแปลงเป็นงานยืดหยุ่น"


    จากลูกจ้างประจำ สู่คนงานรายชั่วโมง: กรณีทิม ฮอร์ตันส์

    ฟางเหลี่ยนระบุว่า งานที่เคยเป็นลูกจ้างประจำ เช่น พนักงานโรงแรม บาริสต้า พนักงานล้างจาน พนักงานต้อนรับ กำลังกลายเป็นงานรายชั่วโมง โดยมีแพลตฟอร์มจัดหาแรงงานยืดหยุ่นเกิดขึ้นหลายราย บางรายอ้างว่าช่วยบริษัทใหญ่อย่างฮิลตัน เคเอฟซี แมคโดนัลด์ ลดต้นทุนแรงงานได้ 40%

    ตัวอย่างที่เขายกคือ เทียนห่าวคาฟเฟ่ ซึ่งก็คือ ทิม ฮอร์ตันส์ (Tim Hortons) แบรนด์ประจำชาติของแคนาดา เขาบอกว่าในแคนาดามีระบบทำงาน 8 ชั่วโมงและประกันทันตกรรมขั้นพื้นฐาน แต่เมื่อเข้าจีนภายใต้ทุนจีน กลับใช้เวลา 3 ปีแปลงพนักงานประจำราว 50% ให้เป็นแรงงานยืดหยุ่นเพื่อกดต้นทุน


    บทเรียนญี่ปุ่น และ "การดาวน์เกรดสองชั้น"

    ฟางเหลี่ยนเทียบกับญี่ปุ่นหลังฟองสบู่แตก ที่เข้าสู่ "ยุคน้ำแข็งการจ้างงาน" ตั้งแต่ปี 1993 โดยถดถอยในรูป "การลดระดับการจ้างงาน" — แรงงานรับเหมาช่วง (劳务派遣) ราคาถูกเข้ามาแทนลูกจ้างสัญญา ความต่างคือ จีนมีระบบรับเหมาช่วงที่ไร้สวัสดิการอยู่ก่อนแล้ว เมื่อจะกดสิทธิแรงงานลงอีก จึงเกิดงานยืดหยุ่นที่สุดโต่งกว่า เขาสรุปว่าญี่ปุ่นดาวน์เกรดจาก "พนักงานประจำ → รับเหมาช่วง" ส่วนจีนดาวน์เกรดจาก "รับเหมาช่วง → งานยืดหยุ่น"

    ผลคือบริษัทไม่ต้องจ่ายประกันสังคม-ประกันสุขภาพ ไม่มีวันลา กดค่าจ้างได้อีก และเลิกจ้างเมื่อไรก็ได้ ความเสี่ยงทั้งหมดถูกโยนใส่คนงาน จาก "กลัวถูกไล่ออกเดือนหน้า" กลายเป็น "กลัวถูกไล่ออกพรุ่งนี้"


    มายาคติ "พลังการผลิตใหม่" ที่สร้างงานน้อยกว่าที่โฆษณา

    นอกจากความสัมพันธ์แรงงาน ตำแหน่งงานก็ตกชั้น เขาอ้างรายงานแรงงานปกน้ำเงิน (พนักงานใช้แรง) ปี 2025 ว่าแรงงานปกน้ำเงินเพิ่ม 2 ล้านคน (จาก 425 เป็น 427 ล้าน) สวนทางกับแรงงานปกขาว (พนักงานออฟฟิศ) ที่หดตัว งานเสมียนกลายเป็นแม่บ้าน โปรแกรมเมอร์กลายเป็นคนขับรถแอป

    เขาตั้งข้อสังเกตว่า อุตสาหกรรมไฮเทค 6 กลุ่มที่ปักกิ่งชูเป็น "พลังการผลิตรูปแบบใหม่" (รถ EV แบตเตอรี่ แผงโซลาร์ ชิป ชีวเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ไฟฟ้า) รวมกันคิดเป็นเพียง 8% ของจีดีพี และจากการที่เขาสุ่มดูงบ 20 บริษัท พบว่าเพราะใช้ระบบอัตโนมัติสูง การสร้างจีดีพีเท่ากันจึงจ้างงานเพียง 9% ของบริษัททั่วไป เขาประเมินว่าภาคนี้สร้างงานให้จีนเพียงราว 5 ล้านตำแหน่งเท่านั้น


    เสาค้ำสุดท้าย: การส่งออก ที่กำลังเปราะบาง

    ฟางเหลี่ยนชี้ว่า ในสามเครื่องยนต์เศรษฐกิจ (ลงทุน-บริโภค-ส่งออก) เหลือเพียงการส่งออกที่ยังวิ่ง โดยปี 2025 ส่งออก (สกุลหยวน) โต 6.1% และเกินดุลการค้าแตะ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เขาเตือนว่านี่คือการเติบโตด้วย "ราคาถูก" — ระหว่างม.ค. 2023 ถึง พ.ย. 2025 มูลค่าส่งออกเพิ่ม 14.3% แต่ราคาเฉลี่ยกลับ "ลดลง" ราว 10% ขณะที่บริษัทอุตสาหกรรมจีนเกือบ 50% อยู่ในภาวะขาดทุน หากภาคการผลิต (ซึ่งจ้างงานมากที่สุดราว 80 ล้านตำแหน่ง และยังใช้งานยืดหยุ่นเพียง 30%) หันมาใช้งานยืดหยุ่นเต็มตัว จำนวนแรงงานยืดหยุ่นจีนอาจพุ่งถึง 400-500 ล้านคน


    ทำไมจีนจะไม่ "ว่างงานครั้งใหญ่": เพราะการว่างงานคือความหรูหรา

    ข้อสรุปสำคัญของฟางเหลี่ยนคือ จีนจะไม่เกิดการว่างงานทั้งชาติ ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจดี แต่เพราะ "การว่างงานเป็นเรื่องหรูหรา" โดยเฉพาะสำหรับคนจีน เขาชี้ว่าระบบประกันสังคมจีนอ่อนแอเกินกว่าจะรองรับการตกงาน คนอเมริกัน "ตกงานได้" เพราะมีตาข่ายรองรับ (เขาอ้างว่าเงินประกันการว่างงานเฉลี่ยราว 2,000 ดอลลาร์/เดือน) แต่คนจีนส่วนใหญ่ไม่มีประกันการว่างงาน อยู่ในสภาพ "มือหยุด ปากหยุด" ตกงานคือเสี่ยงอดตายพรุ่งนี้ จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรับงานยืดหยุ่นราคาถูกไปเรื่อยๆ


    ภาพอนาคต: ตื่นมา "แย่งกะ" งานชั่วโมงละ 10 หยวน

    เขาบอกว่าแอปจัดหางานยืดหยุ่นบางตัวเริ่มมี "โหมดแย่งกะ" ไว้แล้ว และวาดภาพอนาคตว่า เมื่อแรงงานยืดหยุ่นแตะ 400-500 ล้านคน คนจำนวนมากอาจตื่นเช้ามาโดยไม่มีงานประจำให้ไป ต้องเปิดมือถือแย่งงานชั่วโมงละ 10 หยวน แย่งได้ก็ได้กิน แย่งไม่ได้ก็อด "เมื่อก่อนเราเกลียด 996 ต่อไปอาจภาวนาขอให้ได้ 996" เขาสรุปว่าสภาพนี้อาจไม่เท่ากับการว่างงาน แต่เจ็บปวดยิ่งกว่า และนี่คืออนาคตของคนจีน

    แหล่งข้อมูล
    — คลิปต้นทาง: ช่องยูทูบ ตัวลุนตัวฟางเหลี่ยน (@torontobigface) ตอน "จีนตกงานครั้งใหญ่" (中国大失业)
    — ข้อมูลประกอบ: ศุลกากรจีน/รายงานสื่อต่างประเทศเรื่องเกินดุลการค้า 2025, กระทรวงทรัพยากรมนุษย์ฯ และสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เรื่องจำนวนแรงงานยืดหยุ่น, กระทรวงศึกษาธิการจีน เรื่องบัณฑิตปี 2025, ผลสำรวจที่อ้างถึงสำนักข่าวไฉซิน และสมุดปกขาวมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น

    อ่านฉบับเต็ม

    https://www.facebook.com/share/p/1EoUdUzr6N/?mibextid=wwXIfr

    https://www.facebook.com/share/p/18pE7f1mzH/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    **จีนกดค่าแรง–เบี้ยวเงินนักศึกษา เทศกาลดนตรี "ไถเอ๋อจวง" ม็อบเดือดกลางดึก ก่อนคลิปประท้วงถูกลบเกลี้ยงทั้งเน็ต**

    เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน เกิดเหตุนักศึกษาจำนวนมากรวมตัวประท้วงเรียกร้องสิทธิที่ "เทศกาลดนตรีไถเอ๋อจวง" (台儿庄音乐节) เขตไถเอ๋อจวง เมืองจ่าวจวง มณฑลซานตง หลังถูกผู้จัดงานกดและค้างจ่ายค่าจ้างพาร์ตไทม์ โดยคลิปวิดีโอการประท้วงถูกลบออกจากอินเทอร์เน็ตทั่วทั้งเครือข่ายในเวลาต่อมา

    **จ้างนักศึกษา–เด็กอาชีวะเป็น รปภ. และทีมงานหน้างาน**

    จากการเปิดเผยของผู้ใช้เน็ตและนักศึกษาพาร์ตไทม์หลายราย ระบุว่าผู้จัดงานเปิดรับนักศึกษาและนักเรียนอาชีวะ (职高) จำนวนมากเข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและทีมงานหน้างาน

    เดิมทีรับปากว่าจะจ่าย 120 หยวน (ราว 600 บาท) สำหรับการทำงาน 8–9 ชั่วโมง แต่เอาเข้าจริงเวลาทำงานยืดยาวไปกว่าสิบชั่วโมง ทว่าสุดท้ายกลับจ่ายให้เพียง 80–90 หยวน (ราว 400–450 บาท) เท่านั้น ยิ่งกว่านั้นมีนักศึกษาบางรายเปิดเผยว่า "ที่ไถเอ๋อจวงวันนี้ทำงานเสร็จแล้วไม่ได้เงินสักบาท อ้างว่าจะจ่ายวันที่ 23"

    **ม็อบกลางดึก ตะโกน "เพิ่มเงิน! เพิ่มเงิน!"**

    คลิปในที่เกิดเหตุแสดงให้เห็นนักศึกษาและพนักงาน รปภ. พาร์ตไทม์ที่ถูก "ขูดรีด" รวมตัวกันขึ้นเองท่ามกลางความมืดยามค่ำคืน ด้วยอารมณ์เดือดดาลทวงถามคำอธิบายจากฝ่ายบริหารหน้างาน พร้อมใจตะโกนเสียงดังว่า "เพิ่มเงิน! เพิ่มเงิน!" และตั้งคำถามด้วยความโกรธว่า "ตกลงจะเคลียร์เงินให้หรือไม่ให้?!"

    ระหว่างนั้นมีเจ้าหน้าที่หน้างานพยายามระงับสถานการณ์ แต่กลับใช้ท่าทีเลวร้ายและพูดจาบ่ายเบี่ยงกับกลุ่มผู้ทวงค่าจ้าง จนยิ่งจุดชนวนให้นักศึกษาตอบโต้อย่างรุนแรง

    **ยืนตากฝนเปียกโชก–ข้าวกลางวันแย่ ลั่น "อย่าใช้พวกเราเยี่ยงทาส"**

    นักศึกษาในที่เกิดเหตุร้องเรียนว่า ช่วงบ่ายที่ฝนตกหนัก พวกเขาต้องยืนตากฝนจนเสื้อผ้าเปียกโชก ผู้จัดงานไม่แม้แต่จะแจกเสื้อกันฝน ส่วนข้าวกลางวันก็แย่มาก ขณะที่ต้องทำงานหนักวันละ 14–15 ชั่วโมง

    "พวกเรายอมรับว่านักศึกษาคือแรงงานราคาถูก แต่พวกคุณจะมาใช้พวกเราเยี่ยงทาสจนตายไม่ได้" หนึ่งในข้อความที่นักศึกษาระบายความอัดอั้น

    ในกลุ่มแชต "เทศกาลดนตรีไถเอ๋อจวง" นักศึกษายังระบุด้วยว่า รองเท้าเปื้อนโคลนไปทั้งคู่ จ่ายแค่ 90 หยวนแต่ใช้งานวันละ 14–15 ชั่วโมง พร้อมต่อว่าอย่างเจ็บแสบว่า "ยุคสมัยนี้ยังหากินบนหยาดเลือดของคนอื่นได้ลงคอ มันไร้มโนธรรมจริง ๆ วันหน้าพวกคุณก็จะมีลูกเหมือนกัน" และตั้งข้อสังเกตว่าผู้จัดงานถึงขั้นไปเปิดรับคนถึงโรงเรียนอาชีวะโดยเฉพาะ

    — ข้อมูลในข่าวนี้อ้างอิงจากโพสต์ของบัญชี @whyyoutouzhele ("หลี่ เหล่าซือ")

    https://www.facebook.com/share/p/1Foj9RggTU/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Fox News: สหรัฐฯ อาจกลายเป็น ‘Guardian Angel’ ของช่องแคบฮอร์มุซ และรับส่วนแบ่งน้ำมัน 20%”

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า เขาได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่อิหร่านเมื่อคืนที่ผ่านมา พร้อมเตือนว่าอย่าปิดช่องแคบฮอร์มุซ
    “ถ้าคุณปิดช่องแคบ คุณจะไม่มีประเทศเหลืออยู่อีกเลย” ทรัมป์กล่าวว่าเขาได้บอกกับเจ้าหน้าที่อิหร่านอีกว่า “พวกคุณจะไม่มีโอกาสแม้แต่จะกลับไปถึงประเทศของตัวเองด้วยซ้ำ”

    “ผมจะระเบิดทุกอย่างให้ราบเป็นหน้ากลอง”

    “หากจำเป็น เราอาจเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ” ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯ อาจกลายเป็น “Guardian Angel” หรือ “ผู้พิทักษ์คุ้มครอง” ของช่องแคบฮอร์มุซ และอาจเรียกรับ 20% ของน้ำมัน หากสหรัฐฯ ต้องเข้ามารับบทบาทดังกล่าว “ถ้าพวกเขาไม่ทำข้อตกลง เราก็จะเป็นฝ่ายจัดเก็บแทน”

    เทรย์ อิงสต์ (Trey Yingst) ผู้สื่อข่าวของ Fox News รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1EwVbgxp4Q/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วิกฤตพลังงานโลกส่อเค้าตึงเครียดอีกระลอก หลังช่องแคบฮอร์มุซเผชิญข้อเงื่อนไขใหม่ในการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือ

    สำนักข่าวทาสนิมของอิหร่านรายงานว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังไม่กลับมาเปิดใช้งาน จนกว่าข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอนจะได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และสหรัฐฯ ต้องออกข้อยกเว้นการคว่ำบาตรเพื่อให้น้ำมันของอิหร่านสามารถกลับมาซื้อขายได้ตามปกติ

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่อ่อนไหว หลังมีรายงานว่ากองทัพอิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการในพื้นที่เลบานอนตอนใต้ ซึ่งทางสภาความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่านภายใต้การนำของผู้นำสูงสุด Mojtaba Khamenei มองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงความเข้าใจที่ทำไว้ ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี Donald Trump เผชิญแรงกดดันในการพิจารณาผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรด้านพลังงานเพื่อคลายความตึงเครียดในตลาดโลก

    ด้านหน่วยงานความมั่นคงทางทะเลระหว่างประเทศและกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า แม้จะมีการประกาศปิดช่องแคบจากฝั่งอิหร่าน แต่เรือสินค้าบางส่วนยังคงพยายามใช้เส้นทางเดินเรือทางตอนใต้ผ่านน่านน้ำของโอมานเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงอันตราย โดยสถานการณ์ในขณะนี้ส่งผลให้ราคาพลังงานและตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มเกิดความผันผวนอย่างรุนแรงอีกครั้ง

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: สำนักข่าว Tasnim ของอิหร่านรายงานข้อเรียกร้องเรื่องข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอนและการออกข้อยกเว้นคว่ำบาตรน้ำมันเพื่อเป็นเงื่อนไขในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: รายละเอียดทางเทคนิคของการบังคับใช้มาตรการควบคุมเส้นทางเดินเรือร่วมระหว่างอิหร่านและโอมานในทางปฏิบัติ
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: ข้อมูลการปิดน่านน้ำโดยสมบูรณ์จนเรือพาณิชย์ทุกชนิดไม่สามารถผ่านได้ (กองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่ายังคงมีเรือสินค้าบางส่วนสัญจรผ่านเส้นทางน่านน้ำโอมาน)

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – รายงานตรงกันจากสำนักข่าวระดับโลก (Reuters, อ้างอิงแหล่งข่าววงในของทีมเจรจาอิหร่านผ่านสำนักข่าว Tasnim) และได้รับการรับรองสถานการณ์จากรายงานความมั่นคงทางทะเล

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Reuters, Tasnim News Agency

    https://www.facebook.com/share/1CmpLs1Rff/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดเผยความเสียหายรุนแรงในโรงกลั่นน้ำมันมอสโก หลังเผชิญการโจมตีครั้งใหญ่จากโดรนยูเครน ส่งผลให้ต้องระงับการดำเนินงานทั้งหมดอย่างไม่มีกำหนด

    ดาวเทียมเปิดหลักฐานความเสียหาย "โรงกลั่นน้ำมันมอสโก" ยูเครนโจมตีหนักทำระบบหยุดชะงัก

    มีรายงานว่าภาพถ่ายดาวเทียมดวงใหม่ที่ได้รับการเผยแพร่โดยสื่อต่างประเทศ แสดงให้เห็นร่องรอยความเสียหายอย่างชัดเจนบริเวณถังเก็บน้ำมันและหน่วยกลั่นน้ำมันดิบหลักของโรงกลั่นน้ำมันมอสโก (Moscow Oil Refinery) ในเขตคาปอตเนีย ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากทำเนียบเครมลินของรัสเซียเพียงประมาณ 15 กิโลเมตร ภายหลังการโจมตีระลอกใหญ่ด้วยอากาศยานไร้นักบินหรือโดรนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ภาพจากดาวเทียมเผยให้เห็นถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ที่หลังคาถูกแรงระเบิดพังทลายจนหลุดออกไป พร้อมทั้งปรากฏร่องรอยทางล้อของรถดับเพลิงจำนวนมากกระจายอยู่รอบพื้นที่แปรรูปน้ำมันและหน่วยกลั่นสำคัญ ซึ่งบ่งชี้ถึงความพยายามในการควบคุมเพลิงไหม้ครั้งรุนแรง นอกจากนี้ แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมพลังงานเปิดเผยว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตได้รับความเสียหายอย่างหนัก จนส่งผลให้โรงกลั่นดังกล่าวจำเป็นต้องหยุดกระบวนการกลั่นและการผลิตน้ำมันทั้งหมดในเวลานี้

    ขณะเดียวกัน เศษซากโดรนที่ร่วงหล่นจากการสกัดกั้นยังได้สร้างความเสียหายแก่ศูนย์การค้าซาโดวอด (Sadovod) ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งส่งผลให้ต้องปิดทำการชั่วคราว ทั้งนี้ การหยุดชะงักของโรงกลั่นน้ำมันแห่งนี้ ซึ่งเป็นผู้จัดหาน้ำมันรายใหญ่กว่า 40% ให้กับตลาดพลังงานในเมืองหลวงของรัสเซีย เริ่มส่งผลกระทบต่อความหวั่นเกรงเรื่องภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงและการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่แล้ว

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงความเสียหายที่ถังเก็บน้ำมันและหน่วยกลั่นหลัก รวมถึงร่องรอยการดับเพลิงรอบบริเวณโรงกลั่นน้ำมันมอสโก และโรงกลั่นได้ระงับการผลิตชั่วคราว
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: ระยะเวลาที่แน่ชัดในการซ่อมแซมระบบกลั่นและผลกระทบระยะยาวต่อปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองในมอสโก
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การโจมตีดังกล่าวทำให้เกิดการระเบิดของระบบป้องกันภัยทางอากาศในพื้นที่จนสร้างความเสียหายแก่พลเรือนโดยเจตนา

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – รายงานข่าวตรงกันจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกหลายแห่ง พร้อมหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงที่ได้รับการตรวจสอบทางภูมิศาสตร์แล้ว

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติมSource: Reuters, Radio Free Europe/Radio Liberty, The Kyiv Independent

    https://www.facebook.com/share/p/1D1SNuzBqQ/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน!! อิหร่านระบุว่า คณะผู้แทนเจรจาของตนจะไม่กลับไปเข้าร่วมการเจรจาที่สวิตเซอร์แลนด์ จนกว่าโดนัลด์ ทรัมป์จะ “ขอโทษเป็นการส่วนตัว” ต่อคำขู่ของเขาในวันนี้ และอิสราเอลถอนกำลังออกจากเลบานอนตอนใต้ทั้งหมด โดยขณะนี้เครื่องบินของคณะผู้แทนได้ถูกเคลื่อนย้ายไปยังซูริกแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมเดินทางกลับเตหะราน ตามรายงานของ Al-Mayadeen

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากทรัมป์ให้สัมภาษณ์ Fox ก่อนโพสต์ใน Truth Social ว่า หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ “คุณจะไม่มีประเทศอีกต่อไป” และ “คุณจะไม่ได้กลับประเทศของคุณด้วยซ้ำ” ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการข่มขู่โดยตรงต่อชีวิตของคณะผู้แทนอิหร่าน

    https://www.facebook.com/share/1E5pB2Stih/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน!! เกิดเหตุไฟไหม้ขนาดใหญ่ที่โรงงาน LNG Ras Laffan ของกาตาร์ ซึ่งเป็นศูนย์ผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีรายงานว่าได้ยินเสียงระเบิดดังหลายครั้ง ขณะเดียวกันประเทศบาห์เรนก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากเหตุระเบิดดังกล่าวด้วย
    FB_IMG_1782090603281.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/193bBPX9FW/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เปิดเผยว่าเขาได้พูดคุยอย่างไม่เป็นทางการกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรฐมนตรีของไทย ที่เมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย และระหว่างนั้นได้เน้นย้ำจุดยืนของกัมูชาในประเด็นชายแดนระหว่าง 2 ชาติ ในนั้นรวมถึงกรณีการปิดด่านทางบก

    รายงานของเคทีพีอิงลิช สื่อมวลชนกัมพูชา ระบุว่านายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ได้เน้นย้ำว่า กัมพูชา ยังคงมุ่งมั่นคลี่คลายประเด็นพิพาททั้งหลายอย่างสันติและตามกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ

    ในด้านเขตแดนทางทะเล ฮุน มาเนต บอกว่าทั้ง 2 ฝ่ายควรเดินหน้าในกระบวนการประนอมภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล(UNCLOS) ในสิ่งที่กัมพูชาและไทยได้เข้าไปมีส่วนร่วมแล้ว

    ส่วนในเรื่องชายแดนทางบก ฮุน มาเนต เน้นย้ำว่ากัมพูชาอยากใช้กลไกลทวิภาคีที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการกำหนดเขตแดนร่วม (JBC) ตามที่ตกลงกันไว้ในข้อตกลงต่างๆก่อนหน้านี้

    เขาเร่งเร้าให้ไทยแต่งตั้งหัวหน้าคณะทำงาน JBC ชุดใหม่และเริ่มต้นการสำรวจร่วม รวมถึงทำงานเกี่ยวกับการปักปันเขตแดน อย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตามข้อ 3 ของภ้อยแถลงร่วมที่ทั้ง 2 ประเทศ ลงนามกันในวันที่ 27 ธันวาคม 2025

    นอกจากนี้แล้ว ฮุน มาเนต ยังกล่าวกับ นายอนุทิน ด้วยว่าในขั้นนี้ "ไม่มีความจำเป็นที่ต้องพูดคุย" เกี่ยวกับการกลับมาเปิดชายแดนทางบก

    (ที่มา:เคพีทีอิงลิช)

    https://www.facebook.com/share/17ngBm7E8u/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    บอริส พิสโตริอุส รัฐมนตรีกลาโหมของเยอรมนี ในวันอาทิตย์(21 มิ.ย.) กล่าวโทษประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สำหรับการปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกรอบ พร้อมเน้นย้ำเสียงเรียกร้องให้กลับมาเปิดน่านน้ำที่สำคัญแห่งนี้

    "ในท้ายที่สุดแล้ว อุปสรรคที่ขวางกั้นช่องแคบฮอร์มุซนั้น เกิดจากฝีมือของโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ใช่เรา แต่เราก็มีส่วนได้ส่วนเสียในการที่จะนำมันออกมาอีกครั้ง" พิสโตริอุส กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ ARD

    ช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอันสำคัญยิ่ง คิดเป็นสัดส่วน 20% ของอุปทานโลก แต่มันแทบถูกปิดตายระหว่างความเป็นปรปักษ์ที่เริ่มขึ้นจากการที่สหรัฐฯและอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่านในวันที่ 28 กุมภาพันธ์

    เตหะรานเห็นพ้องกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ภายใต้ข้อตกลงเบื้องต้นที่ลงนามโดยทรัมป์ และ มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน และการจราจรของเรือขนส่งสินค้าเริ่มกลับมาพื้นตัว

    อย่างไรก็ตามในวันเสาร์(20มิ.ย.) อิหร่านเผยว่าพวกเขากลับมาเปิดเส้นทางเดินเรืออันสำคัญแห่งนี้อีกครั้ง ตอบโต้กรณีที่อิสราเอลโจมตีเลบานอน

    "การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การผ่านช่องแคบอย่างปลอดภัย เป็นประโยชน์กับยุโรป เป็นประโยชน์ในแง่อุปทานพลังงานของเราและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของเรา" พิสโตริอุสระบุ พร้อมเน้นว่าข้อตกลงใดๆในการกลับมาเปิดช่องแคบ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านและโอมาน

    ที่ผ่านมา เบอร์ลิน ปลีกตัวเองออกห่างจากยุทธการเล่นงานอิหร่านของทรัมป์มาตลอด แต่พวกเจ้าหน้าที่ไม่ถึงขั้นกล่าวโทษสหรัฐฯ สำหรับความขัดแย้งนี้

    ครั้งที่ ทรัมป์ กดดันบรรดาพันธมิตรให้ช่วยเปิดช่องแคบหรือคุ้มกันเรือล่องผ่านฮอร์มุซในเดือนเมษายน นายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมร์ซ แห่งเยอรมนี บอกว่าสงครามนี้สงครามไม่ใช่เรื่องที่นาโตจะเข้ามาเกี่ยวข้อง

    ทั้ง เมร์ซ และ พิสโตริอุส ยังได้วิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ ต่อกรณีที่ไม่ปรึกษาหารือบรรดาพันธมิตร ก่อนเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน

    (ที่มา:อาลาราบียาห์)

    https://www.facebook.com/share/p/1Bj5qAwen5/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    การที่ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ปฏิเสธหารือเกี่ยวกับการกลับมาเปิดชายแดนทางบกระหว่างพุดคับกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ถือเป็นการส่งสัญญาณจุดยืนที่แข็งกร้าว ว่าพนมเปญให้ความสำคัญลำดับต้นๆของการปักปันเขตแดนและประเด็นด้านอาณาเขต ก่อนฟื้นฟูการค้าและการเดินทางข้ามพรมแดน หนังสือพิมพ์ขแมร์ไทม์สรายงานอ้างความเห็นของนักวิเคราะห์เขมร พร้อมชี้ว่าผู้นำกัมพูชาใช้ท่าทีดังกล่าว เพื่อบีบไทยให้เร่งรีบดำเนินการด้านกำหนดแนวเขตแดน

    รายงานข่าวของขแมร์ไทม์ส เกริ่นว่า ฮุน มาเนต ส่งสารดังกล่าวระหว่างพบปะอย่างไม่เป็นทางการกับนายอนุทิน รอบนอกการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบความสัมพันธ์ 35 ปี ในเมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย ระหว่างวันที่ 17 ถึง 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา

    ในข้อความที่โพสต์บนเฟซบุ๊กเมื่อวันศุกร์(19 มิ.ย.) ฮุน มาเนต เน้นย้ำจุดยืนของกัมพูชา ในประเด็นชายแดนกับไทย ระบุว่าพนมเปญยังคงมุ่งมั่นที่จะคลี่คลายข้อพิพาทด้วยสันติวิธีและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เขาบอกกับนายกรัฐมนตรีของไทย แสดงจุดอย่างชัดเจนว่า ปัจจุบันการกลับมาเปิดด่านชาแดนทางบก ไม่ใช่สิ่งที่เขาให้ความสำคัญสูงสุด "ในเรื่องการเปิดชายแดนทางบก ไม่มีความจำเป็นต้องพูดคุยกันในตอนนี้" ตามรายงานของขแมร์ไทม์ส อ้างคำพูดของผู้นำกัมพูชา

    รายงานของขแมร์ไทม์ส อวดอ้างว่าความเห็นล่าสุดของ ฮุน มาเนต ถือเป็นการส่งสัญญาณเปลี่ยนแปลงจุดยืนของกัมพูชา จากครั้งที่ไทยทำการปิดด่านชายแดนแต่เพียงฝ่ายเดียวเมื่อปีที่แล้ว โดยคราวนั้น พนมเปญ บอกว่าจะกลับมาเปิดด่านภายใน 24 ชั่วโมง ถ้าไทยกลับมาเปิดดำเนินการตามปกติ

    สื่อแห่งนี้ระบุว่าความเห็นล่าสุดของฮุน มาเนต บ่งชี้ว่าเวลานี้กัมพูชาต้องการเห็นความคืบหน้าในการปักปันเขตแดน และยุติข้อพิพาทด้านดินแดนที่ยังค้างคาอยู่ แล้วถึงจะกลับมาเคลื่อนไหวข้ามชายแดน ทั้งในด้านการค้าและการท่องเที่ยว ระหว่าง 2 ชาติเพื่อนบ้าน

    ขแมร์ไทม์ส ระบุต่อว่า ขณะเดียวกันตามรายงานของหนังสือพิมพ์ข่าวสด ทางนายกรัฐมนตรีของไทยได้ปฏิเสธข่าวลือที่ว่าเขาพูดคุยหารือเกี่ยวกับการกลับมาเปิดด่านชายแดนกับนายฮุน มาเน็ต ระหว่างพบปะกันในรัสเซีย

    เมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามเกี่ยวกับประเด็นนี้ นายอนุทิน ถึงกับหัวเราะและตอบว่า "เปิดด่าน? ไม่มีทาง คนไทยคงโกรธตาย ถ้าพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา"

    Kevin Nauen คณบดีคณะสังคมศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ของมหาวิทยาลัยปัญญาสาสตราแห่งกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับขแมร์ไทม์ บอกว่ากัมพูชาจะไม่ยอมทำตามไทย กลับมาเปิดชายแดนฝ่ายเดียวอย่างง่ายๆ

    "ข้อเรียกร้องหลักในตอนนี้ของฮุน มาเนต สำหรับไทยคือ ขอให้แต่งตั้งหัวหน้าประธานคณะกรรมการเขตแดนร่วม(เจบีซี) เริ่มการสำรวจร่วมและงานปักปันเขตแดน ตามกรอบในข้อตกลงหยุดยิง วันที่ 27 ธันวาคม 2025" Kevin Nauen กล่าว

    เขาอวดอ้างต่อว่าจากการปฏิเสธพูดคุยเกี่ยวกับการเปิดชายแดน กัมพูชากำลังใช้การปิดด่าน เป็นเครื่องมืองัดข้อบีบไทยให้ดำเนินการปักปันเขตแดนอย่างเป็นทางการ "ความตึงเครียดยังคงรุนแรงอย่างมาก" Kevin Nauen ระบุ พร้อมเน้นว่าไม่กี่วันก่อนหน้าการพบปะกันในคาซาน ทางกัมพูชากล่าวหากองกำลังไทยอย่างเปิดเผย ว่าบุกยึดอาคารและชักธงในดินแดนพิพาทใกล้ด่านทมอดา

    "การกลับมาเปิดด่าน ขณะที่กล่าวหาอีกฝ่ายบุกรุกอย่างก้าวร้าว อาจจะดูเหมือนเป็นการล่าถอยทางการเมืองจากพนมเปญ" Kevin Nauen ระบุ

    ด้าน Sam Seun นักวิเคราะห์การเมืองจากราชบัณฑิตยสถานแห่งกัมพูชา แสดงความเห็นกับขแมร์ไทม์ส ว่าความเห็นของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ไม่ได้มีเจตนาส่งสารถึงรัฐบาลไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งข้อความถึงประชาชนคนไทยด้วย

    "ตอนที่ไทยปิดด่านชายแดนฝ่ายเดียวเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน คนไทยจำนวนมากเชื่อว่าเศรษฐกิจกัมพูชาจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก และประเทศแห่งนี้จะประสบปัญหาหากปราศจากการค้าข้ามชายแดนและการท่องเที่ยว" Sam Seun

    Sam Seun มองว่าประเด็นชายแดนยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของการเมืองภายในของไทย เขาอ้างว่านายอนุทิน หาทางใช้ประเด็นนี้เสริมความเข้มแข็งแก่เสียงสนับสนุน ด้วยการปลุกกระแสชาตินิยมและใช้จุดยืนที่แข็งกร้าวกับกัมพูชา

    อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่าหลังกำหนดข้อจำกัดตามแนวชายแดนมานานกว่า 1 ปี ผลกระทบดังกล่าวเริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้นภายในประเทศไทยเอง "ขณะที่ผู้คนที่อาศัยในเมืองใหญ่เผชิญกับความปั่นป่วนเล็กน้อย แต่ชุมชนต่างๆตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย ที่ต้องพึ่งพิงการค้าขาย การท่องเที่ยวและการค้าข้ามชายแดน ได้รับผลกระทบโดยตรง"

    นักวิเคราะห์การเมืองจากราชบัณฑิตยสถานแห่งกัมพูชารายนี้ เน้นย้ำว่าสถานการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำถึงความสนใจที่แตกต่างกันในประเทศไทย เนื่องจากชุมชนต่างๆตามแนวชายแดนต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจหนักหนากว่าประชาชนที่อยู่ในตัวเมือง

    อย่างไรก็ตามแม้มีความตึงเครียดในปัจจุบัน Sam Seun เชื่อว่ากัมพูชาและไทย ในท้ายที่สุดแล้วจะเปิดด่านชายแดน เธอเชื่อว่าปฏิกิริยาตอบสนองของฮุน มาเนต ที่มีต่อ อนุทิน มีเจตนาสื่อสารว่า ไทย ควรจัดการกับประเด็นชายแดนที่รื้อรังมานานก่อน แล้วถึงจะสามารถเดินหน้าพูดคุยเรื่องการเปิดด่านได้

    (ที่มา:ขแมร์ไทม์ส)

    https://www.facebook.com/share/p/1WJYEtSSQj/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฮุนเซ็น เตียบันบินด่วน จีนเรียกตัวเข้าพบ.
    สาเหตุยังไม่สาทราบถึงรายงานทางด้านจีนว่าเรียกด่วนในเรื่องใดบ้าง
    แต่เบื้องลึกมีการคาด การณ์ไว้ว่ามีปมคลิปเสียงหลุดออกมา เหตุ !!! จะเตรียมปะทะกับไทยรอบที่ 3 จึงโดนจีนเรียกตัว . หรือไม่ !
    .
    แปลโดยรวมและสรุปจากเอกสารเป็นเพียงการเข้าพบและเยือนจีนเพื่อประชับมิตรเท่านั้นเป็นการประชุมร่วมกับ หลี่ เฉียง (Li Qiang) นายกรัฐมนตรีจีน &จ้าว เล่อจี้ (Zhao Leji) ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน

    อ้างอิงจากเอกสาร และคำแปล

    https://www.facebook.com/share/p/18hUfw8pin/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “ส่งแรงงานกลับ”
    เข้าข่ายการ ‘เหยีดเชื้อชาติ’ และไม่เคารพสิทธมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติเป็นที่ "น่ารังเกียจ" โดยระบุว่าแรงงานเหล่านี้เผชิญกับการเหยียดเชื้อชาติ การเลือกปฏิบัติ และการกระทำรุนแรง กัมพูชาเรียกร้องให้ทางการไทยปฏิบัติตามพันธกรณีในการปกป้องและเคารพสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติทุกคน #มีคลิปรอกำลังแปล
    .
    คำกล่าวนี้มาจากนายเก โสวัน เอกอัครราชทูตกัมพูชาและผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติในเจนีวา โต้กลับไทย ให้ควรยกเลิกส่งแรงงานกัมพูชากลับ
    ในระหว่างการอภิปรายทั่วไปของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน
    .
    เอกอัครราชทูตได้ยืนยันการสนับสนุนของกัมพูชาต่อข้อเรียกร้องของผู้รายงานพิเศษที่ให้ทุกรัฐปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนที่มีต่อแรงงานข้ามชาติ และป้องกันการเลือกปฏิบัติ ความรุนแรง และการละเมิดในรูปแบบอื่นๆ
    .
    เขากล่าวว่า “แรงงานข้ามชาติไม่ควรตกเป็นเป้าหมายหรือเผชิญกับการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของสัญชาติ และไม่ควรตกเป็นเหยื่อของความตึงเครียดทางการเมืองหรือความขัดแย้งระหว่างรัฐ”

    #beemnews
    #Scambodia

    อ้างอิงจาก https://phnompenhpost.com/
    https://www.facebook.com/share/p/18Pki1cZK3/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,155
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “ส่งแรงงานกลับ”
    เข้าข่ายการ ‘เหยีดเชื้อชาติ’ และไม่เคารพสิทธมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติเป็นที่ "น่ารังเกียจ" โดยระบุว่าแรงงานเหล่านี้เผชิญกับการเหยียดเชื้อชาติ การเลือกปฏิบัติ และการกระทำรุนแรงต่อคน กัมพูชา
    .
    ✅ การเหยียดเชื้อชาติ
    ✅ การผลักดันแรงงานกลับโดยไร้มนุษยะธรรม
    ✅ การไม่ให้เข้าถึงสาธารณะสุข และการรักษาที่จำเป็น (น่าจะเปิดด่าน)
    ✅ การทำตัวน่ารังเกียจ (น่าจะการโพสคลิปและดูหมิ่นฮุนเซ็น+ประชาชนมัน)
    ✅ การไม่เคารพต่อความเป็นมนุษย ใส่ร้าย

    อ้างอิง มีคลิปของไทยตอบกลับ ด้วยรอแปล
    https://webtv.un.org/en/asset/k12/k12m828v84

    #beemnews
    #Scambodia

    https://www.facebook.com/share/v/1EJWfs7MfP/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 2.mp4
      ขนาดไฟล์:
      2.2 MB
      เปิดดู:
      4

แชร์หน้านี้

Loading...