วันนี้พระผงยิงไม่เข้าจากเรื่องเล่าเหรียญสายมหาอุตย์ยิงไม่ออก จากบทสัมภาษณ์ดาบธี ภาค ๗

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,558
    ค่าพลัง:
    +7,793
    ขอจองครับ
     
  2. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,558
    ค่าพลัง:
    +7,793
    ขอจองครับ
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1775724995789.jpg

    4e70a5be-1.jpg 3-wm (4).jpg 4e70a5be-2.jpg 4e70a5be-3.jpg index (2).jpeg


    หลวงพ่อวอน
    วัดโพธิ์แก้วนพคุณ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ระหว่างที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านเป็นที่น่าเกรงขามมาก ท่านเป่าพ่นน้ำพระพุทธมนต์ชะงัดนัก เช่นถ้าใครเป็นโรคตะมอยตามนิ้วมือ ซึ่งปวดมาก ร้องครวญครางมาให้ท่านเป่า พอย่างก้าวเข้าบริเวณวัด ก็หายปวดทันที ส่วนบรรดานักเลง เมาสุราที่เมาแล้วชอบอาละวาด พอเข้าบริเวณวัดก็ต้องหยุดทันที ข้าวของในวัดก็ไม่เคยหาย

    ที่มา เพจ วัดโพธิ์แก้วนพคุณ

    เหรียญ หลวงพ่อวอน วัดโพธิ์แก้ว สิงห์บุรี ปี ๒๕๑๗

    หลวงพ่อวอน วัดโพธิ์แก้วนพคุณ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ท่านเป็นพระยุคเก่ามีอายุมากกว่าหลวงปู่ศุข วัดปากครองมะขามเฒ่า 10 ปี มรณภาพเมื่ออายุ 72 ปี ในปี พ.ศ. 2458 ระหว่างที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านเป็นที่น่าเกรงขามมาก ท่านเป่าพ่นน้ำพระพุทธมนต์ชะงัดนัก เช่นถ้าใครเป็นโรคตะมอยตามนิ้วมือ ซึ่งปวดมาก ร้องครวญครางมาให้ท่านเป่า พอย่างก้าวเข้าบริเวณวัด ก็หายปวดทันที ส่วนบรรดานักเลง เมาสุราที่เมาแล้วชอบอาละวาด พอเข้าบริเวณวัดก็ต้องหยุดทันที ข้าวของในวัดก็ไม่เคยหาย

    เหรียญนี้เป็นเหรียญรุ่น ๑ (หลังยันต์เหมือนเหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อกวย)
    ทำการพุทธาภิเศก เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๑๗ และมีพระคณาจารย์ที่ร่วมปลุกเสกดังนี้
    1. หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม
    2. หลวงพ่อมี วัดเขาสมอคอน
    3. หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
    4. หลวงพ่อชม วัดตลุก
    5. หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม
    6. หลวงพ่อจรัล วัดอัมพวัน
    7. หลวงพ่อฉาบ วัดศรีสาคร
    8. หลวงพ่อดวง วัดทอง
    9. พระครูสรรคภารวิชิต วัดวิหารทอง
    10. หลวงพ่อบุญ วัดพระนอน
    11. หลวงพ่ออดุล วัดโพธิ์แก้วนพคุณ
    12. หลวงพ่อบุญเลื่อน วัดจินดามณี

    ข้อมูลเว็บวัดโฆสิตาราม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างส่งครับ

    เหรียญรุ่นนี้ใช้ยันต์หลังเหรียญเหมือนรุ่นแรกหลวงพ่อกวยและหลวงพ่อกวยมาร่วมปลุกเสก มีลงในหนังสือวัตถุมงคลหลวงพ่อกวยชุดที่ท่านไปปลุกเสกนอกวัด
    เหรียญสวยสภาพเดิมๆ ผิวรุ้ง ปีกแมลงทับ ระดับ ประกวด ระดับนางงาม ก็ ว่ากันไป ...

    ให้บูชา 550 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260409_160852.jpg IMG_20260409_160927.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1775742622831.jpg

    ชื่อเรื่อง ปาฏิหาริย์ หลวงพ่อจำเนียน ช่วยให้รอดตาย
    ผู้เขียน -
    แหล่งข่าวหลัก เดลินิวส์
    คอลัมน์ข่าว -
    URL http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Columnid=60376&Newstype=2&template=2
    เนื้อหา
    เหตุระเบิdที่อำเภอ 'รือเสาะ' จังหวัดนราธิวาส

    นับเป็นอีกเรื่องที่ต้องบอกว่า “เหนือความลิขิต” โดยแท้เนื่องจากเป็นเรื่องที่ “ไม่ธรรมดา” ทั้งที่ระหว่างเกิดเหตุมีผู้ที่โดน “ระเบิd” ครั้งนั้นหลายรายแต่ก็มี “ผู้หญิง” ผู้หนึ่งทั้งที่ยืนอยู่ในกลุ่มของผู้ที่โดนระเบิดซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง “10 เมตร” แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับไม่เป็นอะไรเลยชนิด “เหนือลิขิต??... ประกาศิตฟ้าดิน ??” ตรงนี้ต้องสืบเสาะเจาะมานำเสนอเพื่อพิสูจน์ว่า “ปาฏิหาริย์” บนแผ่นดินไทยนี้ “ยังมีให้ประจักษ์” อยู่เสมอเพราะเหตุ การณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 4 สิงหาคม 2550 นี้เองโดย “นางสำลี สมมิตร” อยู่บ้านเลขที่ 319/1 หมู่ 10 ต.รือ เสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส อายุ 55 ปี มีอาชีพเป็น “แม่บ้าน” ได้เผยถึงเหตุระทึกขวัญที่เกิดขึ้นกับนางว่า “ในวันที่ 4 สิงหาคม 2550 เวลาประมาณ 07.30 น. ได้ไปจ่ายตลาดตามปกติทุกวันที่ “ตลาดนัดสถานีรถไฟรือเสาะ” ขณะเดินอยู่ในตลาดห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 8-10 เมตร ก็ได้ยินเสียงระเบิด (รีโมตคอนโทรล) ที่ซุกอยู่ใต้เบาะ “รถจักรยานยนต์” ที่คนร้ายนำมาจอดไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ดังสนั่นปานฟ้าถล่ม ผลจากระเบิดปรากฏว่ารถจักรยานยนต์คันนั้นขาดออกเป็น “2 ท่อน” ส่วน “นางสำลี” เกิด “อาการช็อก” ทำอะไรไม่ถูก ยังยืนตะลึงอยู่กับที่กระทั่ง “เจ้าหน้าที่” ซึ่งประจำอยู่ “สถานีรถไฟ” ที่ห่างออกไปหลายสิบเมตรได้ยินเสียงระเบิdจึงหันมามองยังต้นเสียงระเบิdได้ตะโกนบอกให้หมอบลง “นางสำลี” จึงกุลีกุจอล้มตัวลงหมอบอย่างตกใจ

    ครั้นควันระเบิdจางผู้คนรวมทั้ง “เจ้าหน้าที่ตำรวจ” จึงกรูกันมาสำรวจความเสียหายปรากฏว่ามีผู้บาดเจ็บ “สาหัสถึง 2 ราย” ซึ่งทั้ง 2 รายนี้ล้วนยืนซื้อของอยู่ติดกับ “นางสำลี” นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บจาก “สะเก็ดระเบิd” อีก 6 คน (รวม 8 คน) เจ้าหน้าที่จึงหามส่งโรงพยาบาลกันวุ่นวายโดยมี “นางสำลี” ติดร่างแหไปด้วยจึงทราบว่า “ตัวเอง” ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใดจะมีเจ็บก็เพียง ตอนทิ้งตัวลงหมอบกับพื้นตามเสียงตะโกนบอกเท่านั้นคือปรากฏ “รอยถลอก” ที่ฝ่ามือและหัวเข่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ชำนาญ “วัตถุระเบิด” จึงทราบว่าระเบิdที่ “คนร้าย” นำมาซุกไว้ใต้เบาะรถจักรยานยนต์แล้วทำการ “กดรีโมตคอนโทรล” ครั้งนี้มีน้ำหนักถึง “10 กิโลกรัม” และมีรัศมีการทำลายล้างถึง “50 เมตร” จากนั้นจึงนำ “นางสำลี” ไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ “อำเภอรือเสาะ” พร้อมสอบสวนถึงช่วงที่เกิดเหตุเนื่องจาก “นางสำลี” เป็นผู้ที่ยืนอยู่ใกล้จุดเกิดระเบิdที่สุด แถมไม่ได้รับบาดเจ็บอีกด้วยและคำถามหนึ่งที่บรรดา “เจ้าหน้าที่ตำรวจ” ทำการถามก็คือมี “ของดี” อะไรจึงรอดจากการบาดเจ็บ “นางสำลี” จึงโชว์ “ของดี” ให้ดูปรากฏว่าเป็น “เหรียญรูปไข่กะไหล่ทองเหลืองอร่าม” โดยด้านหน้าเป็นรูป “หลวงปู่ทวดนั่งสมาธิเต็มองค์” ส่วนด้านหลังเป็นรูป “หลวงพ่อจำเนียนครึ่งองค์” ที่เรียกกันว่า “เหรียญกันภัย (รุ่น 1) สำนักสงฆ์ต้นเลียบ จ.สงขลา” ซึ่งนางสำลีแขวนไว้เพียงองค์เดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้นางสำลีจึงเชื่อมั่นว่าเป็นเพราะบารมีของ “หลวงปู่ทวด” และ “หลวงพ่อจำเนียน” คุ้มครองทำให้แคล้วคลาดจากระเบิdที่เกิดขึ้น

    อีกรายหนึ่งที่มีประสบการณ์จากเหรียญ “หลวงปู่ทวด” ที่ “หลวงพ่อจำเนียน” เป็นผู้สร้างไว้คือเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 “นายฐิติ ลัมพชวา” อายุ 15 ปี เรียนหนังสืออยู่ “ชั้น ป.4 โรงเรียนวัดบวรนิเวศ” โดยมีบ้านพักอยู่เลขที่ 79/27 ซึ่งเป็นบ้านพักในกรมพลาธิการทหารบก สนามบินน้ำ อ.เมือง จ.นนทบุรี วันนั้นเดินทางไปเรียนหนังสือตามปกติด้วยการ “โดยสารเรือด่วนเจ้าพระยา” ที่ “ท่าน้ำนนทบุรี” เมื่อเรือโดยสารมาถึง “นายฐิติ” ก็ลงเรือเฉกเช่นผู้โดยสารคนอื่น ๆ และตรงไปนั่งยัง “บริเวณท้ายเรือ” ใกล้ห้องเครื่องและขณะเรือเร่งเครื่องลอยลำออกจากท่าปรากฏว่ามี “เรือโดยสาร” อีกลำแล่นสวนทางมาเร็วมากพร้อมพุ่งเข้าชนเรือที่ “นายฐิติ” นั่งอยู่ตรงท้ายเรือแบบประสานงาเป็นผลให้ “นายฐิติ” กระเด็นตกน้ำทันทีซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ “นายฐิติ” ได้เล่าเหตุการณ์ให้เพื่อน ๆ ฟังว่า

    “เรือโดยสาร 2 ลำประสานงากันอย่างแรงเศษไม้ของเรือ แตกเป็นชิ้น ๆ กระเด็นใส่ผมเร็วมากตอนนั้นผมตกใจมาก เพราะไม่ได้ระวังตัวจึงกระเด็นลงในแม่น้ำแล้วจมลงไปทันที ระหว่างนั้นผมรู้สึกสำลักน้ำเพราะหายใจไม่ออก ได้แต่ตะเกียกตะกายช่วยตัวเองให้ขึ้นบนพื้นน้ำ ระหว่างนั้นก็เบิ่งตามองขึ้นไปบนผิวน้ำเลยเห็นมีอะไรดำ ๆ ลอยอยู่ ผมจึงใช้ขาถีบตัวทะลึ่งพรวดขึ้นบนผิวน้ำจึงทราบว่าที่เป็นเงาดำนั้นก็คือ “ห่วงยาง” ที่มีผู้โยนให้ตอนผมตกลงไปในน้ำ จากนั้นก็มีคนนำเชือกมาโยนให้และดึงเข้าฝั่งในที่สุด ผมว่ายน้ำไม่เป็นเลย ถ้าตอนนั้นไม่เห็นห่วงยางแล้ว หากผมจมไปครั้งที่สองก็คงสำลักน้ำขาดใจตายแน่ เพราะไม่เห็นมีใครว่ายน้ำมาช่วยเลยผมจึงมั่นใจว่าที่รอดมาได้ก็เพราะบารมี “หลวงปู่ทวด” ที่ผมห้อยคอเพียงองค์เดียวคือ “เหรียญรุ่นที่หลวงตาเนียน” สร้างไว้ที่สำนักสงฆ์ต้นเลียบซึ่งปัจจุบันท่านมรณภาพไปแล้ว”

    “หลวงพ่อจำเนียน โชติธัมโม” เกิดเมื่อเดือน 4 ปีเถาะ พ.ศ. 2451 นามเดิม “จำเนียน เรืองศรี” เกิดที่ บ้านหัวไทร ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ จ.สงขลา บิดา-มารดาชื่อ “อุ้ย-ทอง เรืองศรี” เมื่อครั้งอุปสมบทมี “ท่านพระครูคลิ้ง” (พระครูอุเทศอัตตัญญู) วัดคลองรี ต.คลองรี อ.สทิงพระ จ.สงขลา เป็นพระอุปัชฌาย์ “พระอาจารย์เหลือ ธรรมโฆติ” วัดประดู่หอม ต.คลองรี อ.สทิงพระ จ.สงขลา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ “พระอธิการขันธ์ ธมมรังสี” วัดกระดังงา อ.สทิงพระ จ.สงขลา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาว่า “โชติ ธัมโม” แปลว่า “ธรรมะอันสว่างไสว” หลังจากบวชแล้วได้ศึกษาปฏิบัติกรรมฐาน-เจริญกสิณ-เวทวิทยาคมจากสำนัก “วัดเขาอ้อ” โดยศึกษากับ “พระอาจารย์ยู” วัดปากพล อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง “อาจารย์ทวดขาว” ซึ่งเป็นฆราวาสจอมขมังเวทแห่ง จ.พัทลุง จนมีความเชี่ยวชาญทางพุทธาคมและมีลูกศิษย์ลูกหามากจึงได้สร้างมงคลวัตถุไว้หลายรุ่นส่วนใหญ่ จะเป็นรูป “หลวงปู่ทวด” เพราะที่สำนักสงฆ์ต้นเลียบนี้เป็นสถานที่ “ฝังรก” ของ “หลวงปู่ทวด” ไว้ที่ “ใต้ต้นเลียบ” จึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบราณกาล “หลวงพ่อจำเนียน” มรณภาพอย่างสงบด้วยโรคชราเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2539 เวลา 21.20 น. ณ สำนักสงฆ์ต้นเลียบ สิริอายุ 100 ปี 40 พรรษา โดยก่อนมรณภาพมีเหตุอัศจรรย์ให้ลูกศิษย์ประจักษ์ เพราะท่านสามารถระบุวันละสังขารเหมือนท่านรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าโดยบอกว่า ก่อนเข้าพรรษา 7 วัน จะละสังขารจากนั้นท่านยังระบุไว้ในพินัยกรรมว่า “ร่างของท่านจะไม่เน่าเปื่อย” จะแห้งไปเองซึ่งเมื่อถึงเวลาที่ท่านระบุทุกประการก็เป็นจริง ปัจจุบันสังขารธรรมของท่านยังคงสถิตอยู่ในโลงแก้ว ณ สำนักสงฆ์ต้นเลียบ ให้สาธุชนได้กราบไหว้ ขอพึ่งบารมีธรรมของท่านตลอดกาลนานสืบไป ท่านใดมีโอกาสเดินทางไปสงขลา ก็ไปกราบร่างของท่านได้ทุกวันจากนั้นไปสักการะ สถานที่ฝังรกของหลวงปูทวดจะมีมงคลมากขึ้น.

    “หลวงปู่จำเนียร โชติธัมโม วัดต้นเลียบ อ.สทิงพระ จ.สงขลา ผู้ที่มีร่างกายเป็นหิน
    เกจิอาจารย์สายเขาอ้อ ผู้มีญาณวิเศษสามารถรู้วันมรณภาพของตัวเอง”

    หลวงปู่จำเนียร โชติธัมโม มีนามเดิมว่า นายจำเนียรเรืองศรี เกิดเมื่อเดือน 4 ปีเถาะ พ.ศ.2440 ที่บ้านพังไทร ตำบลดีหลวง อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ท่านเกิดเบื่อหน่ายชีวิตฆราวาส ซึ่งท่านเห็นว่ามีแต่ความวุ่นวายสับสนจึงตัดสินใจเดินมุ่งสู่ร่มกาสวพัสตร์ เมื่อตอนอายุ 60 ปี หลังจากอุปสมบทแล้วได้รับฉายาว่า โชติธรรมโม แปลว่า ธรรมะอันสว่างไสวหลวงปู่จำเนียรได้ศึกษาปฏิบัติกรรมฐาน เจริญกสิณเวทวิทยาคม จากสำนักเขาอ้อ (เป็นศิษย์อาจารย์เดียวกันกับ พล.ต.ต.ขุนพันธ์ รักษ์ราชเดช) กับท่านอาจารย์ยู วัดปากพล จังหวัดพัทลุง และอาจารย์ทวดขาว ฆราวาสจอมขมังเวท จังหวัดพัทลุง จนมีความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาคมจนเป็นเลิศ ร่ำเรียนวิชาอยู่ยงคงกระพัน วิชากำบังตัววิชาปลาไหลใครจับท่านไม่ได้

    หลังจากที่อุปสมบทแล้ว ท่านได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดพะโคะ ในขณะที่ท่านนั่งเจริญสมาธิภาวนา ปรากฏดวงวิญญาณขององค์หลวงพ่อทวดมาปรากฏต่อหน้าท่าน และได้ชี้มาที่ตัวท่านบอกให้ไปช่วยดูแลต้นเลียบ อันเป็นสถานที่ฝังรกขององค์หลวงพ่อทวด ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีผู้ใดดูแล มีสภาพที่รกร้าง

    เมื่อหลวงปู่จำเนียร มาจำพรรษาที่ต้นเลียบแห่งนี้แล้ว ก็ได้รวบรวมชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงมาช่วยกันพัฒนา เพื่อให้เหมาะเป็นสถานที่เจริญธรรม วิปัสสนากรรมฐาน

    ใครมีเรื่องเดือดร้อน ถูกคุณไสย หรือถูกผีเข้า ท่านจะช่วยรักษาประพรมน้ำมนต์ให้และใช้ไม้เท้าคดคู่กายของท่านชี้ไปที่หน้าผาก กลับหายเป็นปกติทุกรายไป อีกอย่างท่านสามารถดูดวง ผูกชะตาได้แม่นยำนัก ท่านจะมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ไม่ว่าไทยหรือเทศ โดยเฉพาะลูกศิษย์ทางมาเลเซีย สิงคโปร์ นั้นมีมากมายนัก

    หลวงปู่จำเนียร เป็นพระที่ถึงพร้อมด้วยความดี เป็นพระที่สมถะ สามารถกราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ ไม่สะสมสิ่งใด มุ่งปฏิบัติธรรม วิปัสสนากรรมฐาน ชาวบ้านเชื่อกันว่าท่านเป็นผู้ที่มีเมตตามหานิยม มีวาจาสิทธิ์ ท่านสามารถหยั่งรู้ได้ถึงวันมรณภาพของตัวเอง โดยท่านได้บอกกล่าวกับลูกศิษย์ใกล้ชิดว่า ก่อนจะถึงวันเข้าพรรษา 7 วัน ท่านจะละสังขารแล้ว และท่านระบุไว้ในพินัยกรรมว่าร่างของท่านจะไม่เน่าเปื่อย จะแห้งไปเอง ปรากฏว่าเมื่อเวลาผ่านไปก็เป็นจริงอย่างที่ท่านพูดเอาไว้ โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2539 เวลา 21.20 นาฬิกา ท่านก็ได้จากไปอย่างสงบ แต่ก็ยังทิ้งร่องรอยการปฏิบัติและคุณงามความดีไว้ให้คนรุ่นหลังได้เจริญรอยตาม และยึดเป็นเยี่ยงอย่าง รวมอายุได้ 99 ปี 40 พรรษา

    ซึ่งปัจจุบันนี้ สรีระสังขารของท่าน ทางคณะศิษยานุศิษย์ได้เก็บไว้ในโลงแก้ว ณ สำนักสงฆ์ต้นเลียบ เพื่อให้สาธุชนได้เข้ากราบไหว้ เพื่อขอพรบารมี ถึงแม้ว่าท่านจะมรณภาพไปแล้ว แต่ปาฏิหาริย์ที่ท่านได้ปลุกเสกและสร้างวัตถุมงคลของสำนักสงฆ์ต้นเลียบ ก็ยังคงเป็นที่ยึดเหนี่ยว แสวงหาของนักสะสมพระเครื่องหลวงพ่อทวด

    สถานที่ตั้ง วัดต้นเลียบ หมู่ 1 ตำบลดีหลวง อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงทุกๆข้อมูลครับ

    พระผงหลวงปู่ทวดหลังพ่อท่านเนียนวัดต้นเลียบวัดธรรมสุขใจสร้างและพระผงหลวงปู่ทวดพิมพ์เปิดโลกรุ่นนำโชค ๒ องค์

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260409_205201.jpg IMG_20260409_205225.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    หลวงพ่อลำเจียก สังกิจโจ ท่านเป็นลูกศิษย์เจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์(สิริจันโท จันทร์แห่งวัดบรมนิวาส
    และหลวงพ่อภัทธราพุทโธ (อ่ำ)เป็นพระสายธรรมยุตวัดเขาพระงามนี้เดิมเป็นวัดร้าง
    สร้างมาแต่เมื่อใดไม่มีปรากฏ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๕๕ เจ้าคุณพระอุมาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันโท จันทร์)
    เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ กับหลวงพ่อภัทธราพุทโธ(อ่ำ)และพระอาจารย์ฐิตวีโร(ทา)ได้ธุดงค์มาพักที่วัดแห่งนี้
    เมื่อเห็นว่ามีภูมิประเทศดีหลวงพ่ออ่ำจึงได้ปรึกษากับท่านเจ้าคุณฯขอลาการงานออกไปพักเพื่อหาที่วิเวกส่วนตัว และได้รับอนุญาตตามประสงค์ เดือน ๘ ทุติยมาส
    ได้ให้พระอาจารย์ทา คอยอยู่ที่ถ้ำ หลวงพ่ออ่ำกลับเข้าไปกรุงเทพฯเพื่อส่งท่านเจ้าคุณฯ
    ครั้นถึงเดือน ๘ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ได้พาพระอาจารรย์ลำเจียก สังกิจโจผู้เป็นอันเตวาสิก
    ออกมาจำพรรษาอยู่ที่เขาพระงาม รวมเป็น ๓ รูปด้วยกัน

    การก่อสร้างเริ่มตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๕๕ มาจนถึงเดือน ๙ มีพระยาสมบัตยาบาล (ทรัพย์)
    ได้มาปฏิสังขรณ์ถ้ำถวาย คือก่อฝาผนังด้วยศิลาถือปูนซิเมนต์ มีประตู ๑ หน้าต่าง ๔ ลาดพื้นด้วย
    ซิเมนต์ และปฏิสังขรณ์พระไสยาสน์ในถ้ำด้วย สิ้นเงิน ๑,๓๐๐ บาทเศษ
    และได้จารึกหน้าถ้ำบนประตูตามนามของหลวงพ่ออ่ำ ขึ้นไปว่า "ถ้ำภัธราพุทโธ ร.ศ. ๑๓๑"

    แต่ยังเหลือปูนซิเมนต์อยู่อีก ๓ ถัง หลวงพ่ออ่ำจึงได้หารือกับจีนผู้เป็นนายช่างว่า
    จะเก็บพระพุทธรูปที่อยู่ในถ้ำซึ่งหักๆพังๆรวมกันก่อเป็นพระสังกัจจายน์
    นายช่างก็รับว่าจะทำได้ หลวงพ่ออ่ำจึงมีหนังสือไปหารือท่านเจ้าคุณฯทางกรุงเทพฯ ถึงเรื่องนี้
    ท่านเจ้าคุณได้ตอบว่า เธอจะคิดทำก็ควร
    แต่พระพุทธรูปถึงจะหักพังก็ยังนับว่าเป็นรูปพระพุทธเจ้า
    เธอจะเอามารวมให้เป็นรูปพระสังกัจจายน์ซึ่งเป็นสาวกดูจะไม่สู้เหมาะ คนบางคนเขาจะติเตียน
    ปูนที่เหลือเธอก่อถังน้ำฝนไว้ใช้เถิด ออกพรรษาแล้วฉันจะไปหาเธอเพื่อหารือในการสร้างพระใหญ่กันอีกที ครั้นถึงเดือน ๑๒ ท่านเจ้าคุณฯได้มาพักที่ถ้ำ ได้ตกลงกันในการที่จะสร้างพระใหญ่ต่อไป
    ดังที่ปรากฎในคำปรารภของท่าน และคำจารึกในแผ่นศิลาแท่นพระใหญ่ทั้ง ๒ คราว สิ้นเงิน ๖๓,๐๐๐ บาทเศษ ที่ตรงหน้าพระใหญ่ลงมาเถ้าแก่เอ้งมีศรัทธา ได้ปฏิสังขรณ์ถ้ำ
    มีประตูหน้าต่างลาดพื้นด้วยซิเมนต์และมีถังน้ำปูนซิเมนต์ด้วย สิ้นเงิน ๕๐๐ บาทเศษ
    ได้จารึกนามไว้ตรงประตูขึ้นไปว่า "ถ้ำราชกวี ร.ศ. ๑๓๑"

    พระพุทธรูปที่สร้างขึ้นมา เป็นพระพุทธรูปที่มีหน้าตักกว้าง 11 วา สูงจากหน้าตักถึงยอดพระเศียร
    18 วา เส้นพระศกทำด้วยไหกระเทียม เมื่อสร้างเสร็จได้ถวายพระนามว่า
    "พระพุทธนฤมิตรมัธยมพุทธกาล"ต่อมาพระพุทธรูปได้ชำรุดทรุดโทรมลงจนต้อง
    ทำการปฏิสังขรณ์ใหม่เมื่อปี พ.ศ.2469 จึงเปลี่ยนนามใหม่ว่า "พระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล"

    สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาผูกพัทธสีมา ณ.วัดเขาพระงาม
    จึงพระราชทานนามวัดให้ใหม่ว่า วัดสิริจันทรนิมิตรวรวิหาร
    เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ต่อมาพ.ศ.2499
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้ายกเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี
    นามว่า วัดสิริจันทรนิมิตรวรวิหาร

    สำหรับวัตถุมงคลของหลวงพ่อลำเจียก สังกิจโจ ส่วนมากจะได้รับการปลุกเสกจาก
    หลวงพ่ออ่ำและตัวหลวงพ่อเอง นอกจากนี้ยังได้รับการอธิฐานจิตจาก
    พระคณาจารย์สายกรรมฐาน เช่น พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
    ซึ่งมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นจากสายเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปกรณ์ (สิริจันโท)

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญเตารีดนี้จัดสร้างปี ๒๕๐๕ น่าจะมีพระสายกรรมฐานหลายท่านร่วมปลุกเสก
    สภาพพระขึ้นสนิมเขียว ไม่สวย สะพรั่ง

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260409_211925.jpg IMG_20260409_211955.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 เมษายน 2026
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1775753426245.jpg

    การปลุกเสกวัตถุมงคลของหลวงพ่อ ลออ จะปลุกเสกเหมือนของหลวงพ่อพรหมโดย ลง ธาตุ4ขัณท์5อาการ 32ปลุกจนองค์พระเกิดกริยาทั้ง ใน อุณคหนิมิตร และ ปฏิภาคนิมิตร วัตถุทีปลุกหนุนธาตุจะไม่เกิดความเสื่อม แต่มีข้อห้ามอย่างเดียวคือห้ามหาย หลวงพ่อพรหมเคยกล่าวกลับหลวงพ่อลออเมื่อตอนไปปลุกเสกพระที่วัด กำแพงแก้ว อ.ท่าวุ้ง เมื่อปี06ว่า เราไม่อยากไปปลุกเสกพระนอกวัดเพราะเราอึดอัด เพราะหลวงพ่อพรหม ชอบอัดพลังพระด้วยการซาวพระ จนเกิดรัศมี ที่เป็นฉัพพรรณรังสีครบทุกประการจนพระสามารถเดินได้ พูดได้ บอกเราได้ ว่าเป็นอย่างไหน ทางใด เมื่อมีอะไรกระทบรังสีจะปกคลุมป้องกันและแผ่ธาตุออกไปตลอด เรียกว่ารู้มีหูมีตา และไม่สามารถมีผู้มีวิชาใดๆมาคัดของหรือพุทธคุณที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประธานมาให้ได้
    สนธนาธรรม
    มีครั้งรองสมเด็จพระสังฆราชได้เสด็จมาวัดช่องแคพร้อมด้วยหลวงพ่อโอดเมื่อ มาเห็นมฌฑปและศาลาก็ถามหลวงพ่อลออ ว่า สมภารวัดนี้เป็นเจ้าเหรอ เพราะเห็นมีรูปหงษ์แบบอักสะสวยงาม ก็ถามว่าสมภารอยู่ไหม อ.ลออ เลยพาขึ้นไปหาหลวงพ่อพรหม บนศาลา หลวงปู่พรหมนั่งอยู่บนเตียงไม้ พอไป๔ึงรองสมเด็จขณะนั้นก็ถามท่านว่า บวชได้กีพรรษาแล้ว หลวงปู่เลยกล่าวว่าเป็นเรืองของวันเวลามิได้จดจำ.. รองสมเด็จกล่าวถามต่ออีกว่า บวชมานานอยากเป็น พระอุปฌาไหม หลวงพรหมพ่อนิ่งไปครูหนึ่ง และยกมือพร้อมพูดว่าถ้ากินได้เอามากินไม่ได้เอากลับไป
    ทำให้รองสมเด็จชื่นชอบท่านมาก พร้อมถามว่าได้ข่าวว่าปลุกเสกของได้ขลังนัก ....หลวงปู่ก็ตอบว่าไม้ได้สร้่างได้สรรค์เองเขาศรัทธาก็ทำมาให้ พร้อมกับขอวัตถุมงคลหลวงพ่อ หลวงพ่อจึงให้เหรียยและรูปหล่อเข่ากว้างถวายไปไว้ระลึกถึงกัน ก่อนจะกลับได้ถามหัวข้อธรรมของหลวงพ่อพรหมในการประพฤติตน หลวงปู่พรหมได้กล่าวตอบว่า พระพุทธ พระะรรมอยู่ที่ใจ พระสงฆ์อยู่ที่กริยา รองสมเด็จเลยก้มกราบท่าน..

    ที่มาเว็บวัดโฆสิตาราม

    หลวงพ่อลออ ฐานวโร

    อัตโนประวัติ เกิดในสกุล คุ้มเขต เมื่อ พ.ศ.2473 เป็นชาวบ้านหนองหลวง อ.ท่าตะ โก จ.นครสวรรค์ โดยกำเนิด

    นอกจากนี้ มีศักดิ์เป็นหลานชายแท้ๆ คนหนึ่งของหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จึงทำให้ท่านมีโอกาสรับใช้อุปัฏฐากหลวงพ่อเดิมมาตั้งแต่เด็ก กระทั่งย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม หลวงพ่อเดิมได้ถ่ายทอดวิทยาคมให้ สำหรับป้องกันตัวตามแบบฉบับชายไทยในสมัยโบราณ ต่อมาญาติผู้ใหญ่ได้นำมาฝากไว้กับหลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ฝึกอบรมกัมมัฏฐานให้อย่างเข้มข้น

    หลวงพ่อพรหม สอนหลักปฏิบัติกัมมัฏฐาน การเจริญกสิณควบคู่ไปกับวิปัสสนาญาณ รวมทั้งถ่ายทอดสรรพวิชาให้โดยไม่ปิดบัง อาทิ วิชานารายณ์บังถ้ำ รักษาโรค แก้อาถรรพ์ต่างๆ

    ในสมัยเป็นฆราวาส มีตำแหน่งเป็นกรรมการรุ่นใหญ่วัดช่องแค เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในการจัดสร้างและบูรณะซ่อม แซมเสนาสนะต่างๆ ภายในวัดช่องแค จนได้รับความไว้วางใจจากหลวงพ่อพรหม อนุญาตให้จัดสร้างวัตถุมงคลหลายรุ่นของหลวงพ่อพรหม ด้วยความเป็นฆราวาสศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อพรหม ท่านได้เมตตาถ่ายทอดวิทยาคมต่างๆ จากหลวงพ่อพรหม สามารถเรียนรู้ไว้ได้เกือบทั้งหมด กล่าวได้ว่าเป็นผู้สืบทอดวิชาโดยตรง

    หลวงพ่อพรหม ยังเอ่ยปากชมว่า "ต่อไปวิชาของฉันจะตกอยู่กับลออ"

    ระหว่างเป็นฆราวาสนั้น อยู่ปรนนิบัติ รับใช้หลวงพ่อพรหม ตราบจนกระทั่งหลวงพ่อพรหม มรณภาพลง เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2518 หลังจากนั้นจึงได้ย้ายครอบครัวมาตั้งรกรากอยู่ที่ อ.คลองหาด จ.สระแก้ว ได้นำชนวนมวลสารสำคัญของหลวงพ่อพรหมมาเก็บรักษาไว้ทั้งหมด

    เมื่อย่างอายุเข้า 45 ปี ในปี พ.ศ.2518 ท่านเกิดความเบื่อหน่ายชีวิตทางโลก จึงได้เข้าพิธีอุปสมบทและจำพรรษาอยู่ที่วัดพรหมนิมิต อ.คลองหาด จ.สระแก้ว ได้รับนามฉายาว่า "ฐานวโร"

    ท่านได้สร้างผลงานเป็นคุณูปการมากมายหลากหลายด้าน ทั้งด้านงานปกครองคณะสงฆ์ การศึกษาพระปริยัติธรรม การสาธารณประ โยชน์ ด้านการพัฒนา และอื่นๆ อีกมากมายสำหรับวิทยาคมของท่านที่มีประสบการณ์โดดเด่นที่สุด ได้แก่ วิชาแคล้วคลาด คงกระพัน เมตตามหานิยม เป็นต้น การปลุกเสกวัตถุมงคลของหลวงพ่อลออ จะเป็นไปในลักษณะเดียวกับหลวงพ่อพรหม ที่มิใช่เพียงแค่นั่งหลับตาทำสมาธิเพียงอย่างเดียว แต่จะจะเอามือทั้งสองข้างสัมผัสและกวนวัตถุมงคลอยู่ภายในบาตร กวนวนไปวนมา

    ในเรื่องนี้ หลวงพ่อลออมีความประณีตพิถีพิถันในการจัดสร้างวัตถุมงคลตามที่ได้รับสืบทอดมาจากหลวงพ่อพรหมและปลุกเสกอย่างดีที่สุดเต็มกำลังความสามารถ ด้วยจำนวนการจัดสร้างน้อยและสร้างออกมาไม่บ่อยครั้งนัก ทำให้วัตถุมงคลทุกรุ่นมีความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นเสาะแสวงหาของบรรดานักสะสมนิยมพระเครื่องวัตถุมงคล

    หลวงพ่อลออ เป็นพระแท้ ที่น่าเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง ชื่อเสียงของหลวงพ่อลออโด่งดังมานาน เป็นที่กล่าวขวัญในหมู่ศิษย์ชาวปากน้ำโพ และภาคกลางตอนบนเป็นยิ่งนัก ถึงความขลังความศักดิ์สิทธิ์ และจริยวัตรของหลวงพ่อ ทำให้ท่านได้รับกิจนิมนต์ไปนั่งปรกปลุกเสกวัตถุมงคลในพื้นที่ภาคกลางและพิธีพุทธาภิเษก วัตถุมงคลสำคัญทั่วประเทศ

    Cr.ขอบคุณเพจ และ เว็บเพื่อนบ้าน สำหรับข้อมูลประวัติ และ รูปภาพ....

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จหลวงพ่อลออวัดหนองหลวง ปี ๒๕๕๗ หลังจาร อักขระยันต์ด้วยหมึกสีดำ

    .....ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260409_232604.jpg IMG_20260409_232624.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    รูปหล่อพระอานนท์ วัดชลอบางกรวย นนทบุรี เนื้อทองแดง สวยพร้อมกล่องเก่า
    รายละเอียด พระอานนท์ผู้เป็นเอตทัคคะผู้เลิศกว่าภิกษุรูปอื่น
    พระอานนท์ได้รับการสรรเสริญจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เป็นเอตทัคคะ (เลิศ) 5 ประการคือ
    1.มีสติ รอบคอบ
    2.มีคติ คือความทรงจำแม่นยำ
    3.มีความเพียรดี
    4.เป็นพหูสูต
    5.เป็นยอดของภิกษุผู้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า
    ภิกษุอื่น ๆ ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะก็ได้รับเพียงอย่างเดียว แต่พระอานนท์ท่านได้รับถึง 5 ประการ นับว่าหาได้ยากมาก ความเป็นพหูสูตรของพระอานนท์นั้นนับว่าเป็นคุณูปการต่อพระพุทธศาสนา กล่าวคือภายหลังพุทธปรินิพพานแล้ว มีภิกษุบางพวกกล่าวติเตียนพระศาสนา ทำให้พระมหากัสสปเถระเกิดความสังเวชในใจว่า ในอนาคตพวกอลัชชีจะพากันกำเริบ ย่ำเหยียบพระศาสนา จำต้องกระทำการสังคายนาพระไตรปิฎกให้เป็นหมวดหมู่ จึงได้นัดแนะพระภิกษุสงฆ์ให้ไปประชุมกันที่กรุงราชคฤห์ เพื่อสังคายนาพระธรรมวินัยตลอดเข้าพรรษา
    การสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งนั้นได้มีพระมหาเถระ 3 รูปที่มีส่วนสำคัญในการสังคายนา กล่าวคือ พระอานนท์เถระ ผู้เป็นพุทธอุปฐาก ซึ่งได้รับประทานพรข้อที่ 8 ทำให้ท่านเป็นผู้ทรงจำพระพุทธวจนะไว้ได้มาก ท่านจึงได้รับหน้าที่ตอบคำถามเกี่ยวกับพระธรรม ดังบทสวดคาถาต่าง ๆ มักขึ้นต้นด้วย “เอวัมเม สุตัง เอกัง สะมะยัง ภะคะวา.....” อันหมายถึง “ข้าพเจ้า (คือพระอานนท์เถระ) ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า”
    พระอุบาลี ซึ่งเคยเป็นพนักงานภูษามาลาในราชสำนักกรุงกบิลพัสดุ์ และออกบวชพร้อมศากยราชกุมาร ท่านได้จดจำพระวินัยเป็นพิเศษ มีเรื่องเล่าในพระวินัยปิฏกว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องวินัยแก่พระภิกษุทั้งหลาย และสรรเสริญพระวินัยและสรรเสริญพระอุบาลีเป็นอันมาก ภิกษุทั้งหลายจึงพากันไปเรียนวินัยจากพระอุบาลี ในการสังคายนาครั้งนี้ท่านจึงได้รับหน้าที่วิสัชชนาเกี่ยวกับพระวินัย
    พระมหากัสสปเถระ ซึ่งเป็นเลิศทางธุดงวัตรและเป็นผู้ชักชวนให้สังคายนาพระธรรมวินัย เป็นผู้ถามทั้งพระธรรมและพระวินัย
    ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ได้เล่าไว้ว่า ท่านพระอานนท์มีปัญญา มีความจำดี ท่านได้ฟังครั้นเดียว ไม่ต้องถามอีกก็สามารถจำได้เป็นจำนวนตั้ง 60,000 บาท 15,000 คาถา โดยไม่เลอะเลือน ไม่คลาดเคลื่อน เหมือนบุคคลเอาเถาวัลย์มัดดอกไม้ถือไป เหมือนจารึกอักษรลงบนแผ่นศิลา เหมือนน้ำมันใสของราชสีห์ที่บุคคลใส่ไว้ในหม้อทองคำ ฉะนั้น
    ด้วยเหตุที่ท่านขยันเรียน และมีความจำดีนี่เอง ท่านจึงได้รับยกย่องว่าเป็นพหูสูต เป็นธรรมภัณฑาคาริก ทรงจำพระพุทธพจน์ได้ถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ คือท่านเรียกจากพระพุทธองค์ 82,000 พระธรรมขันธ์และเรียนจากเพื่อนสหธรรมมิกอีก 2,000 พระธรรมขันธ์ แม้ท่านจะเป็นเพียงพระโสดาบันก็ตาม แต่ท่านก็มีปัญญาแตกฉานในปฏิสัมภิทา มีความรู้เชี่ยวชาญในเรื่องปฏิจจสมุปบาท จึงสามารถสั่งสอนศิษย์ได้มากมาย ศิษย์ของท่านส่วนมากก็เป็นพหูสูตเช่นเดียวกับท่าน ว่ากันว่า ท่านพูดได้เร็วกว่าคนธรรมดา 8 เท่า คือคนเราพูด 1 คำ ท่านพูดได้ 8 คำ
    ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ได้พรรณนาคุณของท่านพระอานนท์ไว้อีกอย่างหนึ่งว่า ท่านมีรูปงาม น่าเลื่อมใส น่าทัศนายิ่งนัก ยิ่งเป็นพหูสูตด้วย ก็ยิ่งทำให้สังฆมณฑลนี้งดงามยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงมีบริษัททั้ง 4 นิยมไปหาท่านกันมาก ข้อนี้สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสยกย่องท่านว่า ท่านมีอัพภูตธรรม คือคุณอันน่าอัศจรรย์ 4 ประการ คือ ถ้าภิกษุบริษัทภิกษุณีบริษัท อุบาสกบริษัท และอุบาสิกาบริษัทเข้าไปหาท่าน พอได้เห็นรูปเท่านั้นก็มีความยินดี พอได้ฟังธรรมเทศนาของท่านก็ยิ่งมีความยินดี แม้เมื่อท่านแสดงธรรมจบลงแล้ว ก็ยังฟังไม่อิ่ม แล้วทรงเปรียบเทียบท่านซึ่งมีคุณอันน่าอัศจรรย์นี้กับพระเจ้าจักรพรรดิ คือว่า พระเจ้าจักรพรรดินั้นเมื่อขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท และสมณบริษัทเข้าเฝ้า พอได้เห็นก็มีความยินดี ครั้นได้ฟังพระราชดำรัส ก็ยิ่งมีความยินดี แม้ตรัสจบแล้วก็ยังไม่อิ่ม
    นอกจากหน้าที่อุปัฏฐากประจำองค์อย่างใกล้ชิดแล้ว ท่านพระอานนท์ ยังปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ อีกหลายอย่าง เป็นต้นว่า งานรับสั่ง เช่น ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์รับสั่งให้ท่านไปประกาศคว่ำบาตรแก่วัฑฒลิจฉวี เพราะเหตุที่วัฑฒลิจฉวีได้สมรู้ร่วมคิดกับพระเมตติยะ และพระภุมมชกะ กล่าวใส่ร้ายท่านพระทัพพมัลลบุตร ว่า เสพเมถุนธรรมกับชายาเดิมของท่าน ครั้งหนึ่งรับสั่งให้ท่านนำนางยักษิณีเข้าเฝ้า เพื่อระงับการจองเวรจองผลาญกันและกัน ครั้งหนึ่งรับสั่งให้ท่านเรียกพระภิกษุสงฆ์ที่นครเวสาลีเข้าประชุมเพื่อฟังอานาปานสติ ครั้งหนึ่งรับสั่งให้ท่านแจ้งข่าวแก่พวกมัลลกษัตริย์ กรุงกุสินาราว่า พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานที่ป่าไม้สาละ ณ ราตรีนั้น เป็นต้น
    งานมอบหมาย เช่น ครั้งหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงเลื่อมใสศรัทธา ทรงพระประสงค์จะถวายนิตยภัตรแก่พระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์เป็นประจำทุกวัน พระพุทธองค์ตรัสว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่รับนิตยภัตรประจำในที่แห่งเดียว เพราะมีคนจำนวนมากต้องการจะทำบุญกับพระพุทธเจ้า จึงหวังจะให้เสด็จไปหาตนกันทั้งนั้น เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทราบดังนั้น จึงทูลขอพระภิกษุ 1 รูปให้ไปรับนิตยภัตรของพระองค์ พระผู้มีพระภาค จึงทรงมอบภาระนี้ให้แก่ท่านพระอานนท์ เมื่อได้รับมอบหมายแล้ว ท่านก็ไปรับเป็นประจำ แม้ว่าในตอนหลัง ๆ พระเจ้าปเสนทิโกศล จะทรงลืมสั่งให้คนจัดนิตยภัตรถวายไปบ้าง แต่ท่านก็ยังไปอยู่เป็นประจำ
    อีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงพระประสงค์จะให้พระนางมัลลิกาเทวี และพระนางวาสภขัตติยา พระมเหสีของพระองค์ได้ศึกษาธรรม จึงทูลนิมนต์ให้พระพุทธองค์กับภิกษุสงฆ์ 500 รูป ไปสอนธรรมแก่พระมเหสีทั้งสองพระพุทธองค์ตรัสบอกข้อขัดข้องดังกล่าวแล้วข้างต้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงมอบหมายให้ภิกษุรูปอื่นไปแทน พระพุทธองค์ก็มอบหมายให้ท่านพระอานนท์รับภาระหนี้ และท่านก็ทำได้ดีเช่นเดียวกัน และในตอนที่จะเสด็จปรินิพพาน ได้ทรงมอบหมายให้ท่านลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ เมื่อพระองค์นิพพานไปแล้วในฐานหัวดื้อไม่ยอมเชื่อฟังคำตักเตือนของพระอัครสาวก และเมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้วท่านก็ได้ไปลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ สำเร็จตามที่ทรงมอบหมายไว้

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    รูปหล่อพระอานนท์เถระออกวัดชลอ บางกรวย นนทบุรี

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260410_003501.jpg IMG_20260410_003541.jpg
    IMG_20260410_003614.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    FB_IMG_1775756647377.jpg FB_IMG_1775756657148.jpg

    เจ้าคุณนรฯกล่าวว่า
    "ใครไม่มีพระสมเด็จโต บูชาพระสมเด็จของฉันแทนได้เหมือนกัน

    โกศล.... ลุงไม่เกิดอีกแล้วนะ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย..!!!!”
    นี่ก็หมายความอย่างชัดแจ้งที่สุดว่า พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ)ท่านรู้ชัดด้วยญาณปัญญาของท่านเป็นที่แน่นอนแล้วว่า บัดนี้ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารแห่งท่าน ได้มาถึงยังจุดอันเป็นที่สุดแล้ว การเกิดครั้งใหม่ต่อไปมิได้มีอีกแล้ว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของท่านแล้ว

    เรื่องของอภินิหาร ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ฯ ที่ประสบกับ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ ยุคล

    เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2520 ผู้เขียนได้รับบทความมา ชิ้นหนึ่งน่าสนใจมาก นับนานถึงวันนี้เป็นเวลาล่วงมา 43 ปีเข้าไปแล้ว ท่านผู้เขียนท่านนี้ก็ได้ล่วงลับไปแล้ว ครั้งนั้นท่านเมตตาผู้เขียนมาก บทความชิ้นนั้นท่านนิพนธ์ขึ้นเพื่อช่วยผู้เขียนในการจัดทำหนังสือชื่อ พุทธเวทย์ โดยให้ลงเผยแพร่ ก็ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมาก หากจะนำมาเสนออีก ท่านผู้อ่านจำนวนมากคงไม่ได้เคยอ่านมาก่อนแน่นอน

    เรื่องนี้ชื่อว่า เรื่องของอภินิหาร นิพนธ์โดย พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล ผู้เขียนขออนุญาตนำมาเสนอ โดยรวบรัดเนื้อหาให้พอดีกับหน้าหนังสือ ลานโพธิ์ แต่ลีลาสำนวนการเขียนคงอรรถรสเดิมๆ ทั้งสิ้น มีเนื้อความดังต่อไปนี้

    ข้าพเจ้า (พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล) ได้เคยกล่าวไว้ว่า ความเห็นของข้าพเจ้า เรื่องอภินิหาร นั้นเกิดจากพลังจิตของหลายฝ่าย อาทิเช่น พลังจิตของพระพุทธเจ้า พลังจิตของอาจารย์ และพลังจิตของบุคคลมารวมกันเข้าเป็นพลังรวม และพลังจิตทั้งสิ้นนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งมีหลายวิธีการและหลายลัทธิ แม้แต่พลังของจิตที่เป็นธรรมชาติที่คนบางคนมี แต่ถ้าเป็นกำลังจิตที่แท้จริงแล้วก็ย่อมมีพลังทั้งสิ้น

    แต่ก็อีกนั่นแหละ ดังเช่นที่ข้าพเจ้าได้เขียนไว้แล้วในตอนต้น ของบทเขียนนี้ว่า ถึงแม้จะยังไม่มีข้อที่จะพิสูจน์ให้แน่แท้ว่ามีพลังอย่างไร แม้แต่ว่ามีจริงหรือเปล่าก็ยังยืนยันได้ยาก แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีปราชญ์ หรือมีนักวิทยาศาสตร์ผู้ใดจะพึงกล้ายืนยันว่า พลังจิตนั้นไม่มีจริง และจะเกิดขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด

    ข้าพเจ้าจึงจะขอนำเรื่องที่เกิดกับตัวข้าพเจ้าเอง เมื่อไม่กี่ปีมานี้มาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ จะพิสูจน์ จะวิจัยกันได้หลายทาง สุดแล้วแต่ท่านผู้อ่านจะนึกคิดวิจัยกันเอง

    เมื่อไม่กี่ปีมานี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ข้าพเจ้าไปเป็นผู้แทนพระองค์ ในงานฉลอง 2500 ของวันที่พระเจ้าไซรุสมหาราช ทรงรวมจักรวรรดิเปอร์เซีย (อิหร่าน) ขึ้น งานเฉลิมฉลองนี้ พระเจ้าซาร์อิหร่านองค์ปัจจุบัน ทรงจัดให้มีการฉลองเฉลิมขึ้นที่เมืองเพอเซพโพลิส (เมืองโบราณ) ซึ่งเป็นการฉลองที่มโหฬาร ที่ทั้งองค์ประมุขและประมุขประเทศแทบทุกประเทศในโลก ได้รับเชิญ และจะไปประชุมกันในโอกาสนั้น

    ก่อนกำหนดวันเดินทางของข้าพเจ้าหนึ่งวัน ซึ่งมีกำหนดจะต้องออกเดินทางเวลาเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าเกิดป่วยเป็นไข้หวัดอย่างแรง ไข้สูงมาก จนมิสามารถจะยืนทรงตัวได้ อีกทั้งยังไอโขลกๆ อยู่มิได้ขาด จนเจ็บไปทั่วอก แพทย์ผู้รักษาทั้งที่พยายามที่จะรักษาให้ข้าพเจ้าค่อยยังชั่วให้ไปได้ก็ยอมแพ้ โดยบอกกับข้าพเจ้าว่า เนื่องจากสภาพของไข้ข้าพเจ้าในขณะนั้น จะเดินทางโดยเฉพาะไปในงานเฉลิมฉลองที่ใหญ่โตเช่นนั้นไม่ได้เป็นอันขาด

    ข้าพเจ้ากลุ้มและปั่นป่วนใจเป็นที่สุด เพราะว่าจะต้องทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงลำบากพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง โดยจะต้องทรงหาตัวแทนข้าพเจ้า ซึ่งภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง จะสามารถเตรียมตัวทัน โดยเฉพาะในงานนี้จะมีการเลี้ยงและการแต่งกายเต็มยศกันแทบทุกวันตลอดอาทิตย์หนึ่ง

    ข้าพเจ้าตระหนักดีว่า สำหรับข้าพเจ้านั้นมีแต่ทางที่จะเสีย จะกราบทูลว่าไปไม่ได้ก็เสีย จะไม่กราบทูลก็เสีย เวลานั้นเป็นเวลาค่ำโพล้เพล้ ด้วยไข้และด้วยความปั่นป่วน ความกลุ้มใจ ข้าพเจ้าล้มตัวลงนอน แต่ไม่ทราบว่าอะไรที่มาดลใจข้าพเจ้าให้คิดว่าจะไม่มีทางอื่นแล้วที่อาจช่วยได้ นอกจากจะใช้พลังจิต และข้าพเจ้าเคยทำวิปัสสนาอยู่บ้าง แต่ก็มิใช่อยู่ในฐานะของผู้ที่แก่กล้าในทางวิปัสสนา

    ข้าพเจ้าแข็งใจนึกขอให้บรรดาอาจารย์ผู้ที่ศักดิ์สิทธิ์ขอให้เมตตากรุณาต่อข้าพเจ้าด้วยเถิด แล้วสะกดจิตกำหนดลมหายใจให้นิ่งได้แล้ว ก็จำอะไรอีกไม่ได้ มารู้สึกตัวในฝันว่า ข้าพเจ้าแหงนคอมองขึ้นไปทางหัวเตียงนอน ได้เห็นพระองค์หนึ่งสีจีวรเหลืองอร่ามชัด แต่ใบหน้าของท่านนั้นเป็นหิน หินที่มีสีคล้ายๆ ตอนสีอ่อนของสีดอกพิกุล

    ท่านประทับลอยอยู่เหนือหัวนอน และทันทีที่ข้าพเจ้าเพ่งมองพระพักตร์หินนั้น กระดุกกระดิกได้เหมือนหน้าคนธรรมดา และเป็นตอนที่ข้าพเจ้าจำได้ว่า พระองค์นั้นคือ ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ ซึ่งเพิ่งได้สละสังขารไปแล้วเมื่อไม่นานมา

    ในฝันนั้นข้าพเจ้าลุกขึ้นนั่งกราบท่าน แล้วออกปากทักว่า เจ้าคุณ ท่านยิ้มแล้วกลับนิ่งเฉย ต่อครู่ใหญ่ท่านจึงเอ่ยขึ้นว่า ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นของธรรมดา ก็รู้ (ข้าพเจ้า) อยู่แล้ว

    เจ็บไข้นี้มีทางเดียวที่จะมีทางบรรเทาได้ คือด้วยพลังจิตท่านก็รู้ จิตท่านแข็งจึงต้องมา ท่านกล่าวเบาๆ ช้าๆ เป็นตอนๆ เหมือนจะสั่งสอน แล้วท่านก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วท่านก็กล่าวขึ้นอีกพร้อมกับยิ้มน้อยๆ และด้วยน้ำเสียงของคนธรรมดาว่า อย่าวิตกเลย บรรทมให้สบายเถิด พรุ่งนี้จะหายประชวรแล้วเสด็จได้

    ข้าพเจ้าตื่นขึ้น ปรากฏว่ายังหงายหน้ามองที่เหนือเตียง และรู้สึกว่ายังเห็นจีวรเหลืองๆ หายแว่บไป แต่กำลังไม่สบายมากจึงนึกเพียงว่าฝันไป แล้วหลับผล็อยไป ต่อเมื่อตอนดึกค่อนรุ่งข้าพเจ้าตื่นขึ้นปัสสาวะรู้สึกว่า อาการปวดหัวเมื่อยร่างและอาการอ่อนเพลียนั้นค่อยยังชั่วขึ้น รู้สึกแปลกใจ แต่นึกว่าอาการที่ปรากฏค่อยยังชั่วนี้เป็น มโนภาพ และอาจเป็นภาวะหลอนของตัวข้าพเจ้าเองว่าสบายขึ้น จึงหลับตานอนกำหนดจิตต่อไปจนไม่รู้สึกตัว

    ต่อเช้าประมาณ 7 โมงจึงตื่นขึ้น อาการไข้ทุกอย่างทุกประการหายสิ้น แม้แต่การไอโขลกๆ ที่ถี่และแรงก็หายสิ้นไม่ไอเลย และพอถึง 12 นาฬิกา ข้าพเจ้าก็ออกเดินทางจากดอนเมือง เหมือนกับคนที่หายเจ็บแล้ว คงแต่รู้สึกเพลียบ้างเล็กน้อย เมื่อไปถึงประเทศอิหร่านก็เข้าไปร่วมฉลองงานทุกงาน โดยเฉพาะที่เมืองเพอเซพโพลิส ซึ่งตั้งอยู่บนเขาสูงมาก จึงทั้งหนาวทั้งหายใจยาก ด้วยมีออกซิเจนน้อย ข้าพเจ้าได้ตรากตรำกลางแดดกลางความหนาวทุกวัน บางวันไปงานตั้งแต่เช้าจนตีหนึ่ง

    เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงและประหลาดที่เกิดกับตัวข้าพเจ้าเอง ท่านจงเลือกพิสูจน์และเลือกเชื่อเอาเองเถิด ว่าจะเป็นเรื่องของอภินิหารหรือเรื่องธรรมดาๆ เพราะว่าพอข้าพเจ้ากลับมาก็ได้ไปซักถามนายแพทย์ผู้นั้นบอกว่า เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้ารักษาตัวของข้าพเจ้าเอง เพราะความแน่วแน่และพลังจิตนั้น ทำให้ส่วนกลไกต่างๆ ของร่างกายของข้าพเจ้าต่อสู้กับโรค และต่อสู้กับความรู้สึกของข้าพเจ้าจนชนะและหายไข้ชนิดที่ยาอาจทำไม่ได้ แต่แพทย์ก็ย่อมทราบกันดีว่า พลังจิตของคนไข้นั้นถ้าแข็งหรือพูดง่ายๆ ว่าคนไข้สู้ไข้แล้ว ย่อมเป็นพลังที่จะช่วยให้หมอรักษาโรคให้หายได้ดีกว่าคนไข้ที่ไม่สู้

    ข้าพเจ้าสนใจในเรื่องนี้ จึงได้คอยติดตามฟังและอ่านเรื่องเช่นนี้ในวงการแพทย์ต่อมาเสมอๆ เมื่อไม่นานมานี้ได้อ่านบทเขียนของนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคมะเร็ง ชาวอเมริกันเขียนเรื่องพลังจิต และเรื่องการให้คนไข้ทำวิปัสสนาเพื่อช่วยรักษาโรค เขาว่าเขาแนะนำกับคนไข้ที่เป็นโรคที่มีทางหายาก เช่น มะเร็ง ให้ทำวิปัสสนาและใช้พลังจิตช่วย เขารักษาโรค เขายืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเขาได้ผลดีอย่างน่าพิศวง คนไข้บางรายหายได้อย่างไม่น่าที่จะเป็นไปได้เลย และเป็นที่น่าประหลาดว่านายแพทย์ผู้นั้นมิได้นับถือพระพุทธศาสนา แต่เขาก็เอาวิธีการและพระธรรมหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เขาเชื่อมาใช้เป็นผล เช่นก่อนอื่นเขาจะเริ่มสอนคนไข้ไม่ให้กลัว โดยชี้แจงว่าความตายเป็นของธรรมดา ทุกคนจะเลี่ยงไม่ได้ สังขารเป็นส่วนที่ประกอบขึ้นย่อมจะต้องเสื่อมสลาย เหมือนวัตถุและธาตุทั้งหลายทั้งปวง เมื่อคนไข้พอจะเข้าใจและบรรเทาความกลัวบ้าง เขาก็เริ่มสอนให้คนไข้ทำวิปัสสนา

    บทเขียนทั้งสิ้นนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อ เพราะว่าข้าพเจ้าได้ประสบการณ์ หรือได้เกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้าเอง และข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นเรื่องของพลังจิตของสมเด็จพระบรมศาสดา และพลังจิตของ ท่านธรรมวิตตโกมหาเถระเจ้าคุณนรรัตน์ และพลังจิตที่ต่ำต้อยของข้าพเจ้า แต่ก็พอมีพลังเพียงพอที่จะรับอานุภาพพลังจิตอื่นที่ใหญ่ยิ่งได้

    บทความของท่าน พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล หรือที่ในวงการภาพยนตร์เรียกท่านว่า เสด็จองค์ชายใหญ่ มีความน่าสนใจมาก เพราะเป็นเหตุการณ์จริงที่ท่านประสบมาด้วยพระองค์เอง ทรงได้นิพนธ์เอาไว้ให้ผู้เขียน นอกจากบทความนี้ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ทรงนิพนธ์ให้ผู้เขียนไว้จะได้นำมาเสนอในโอกาสต่อไป
    แฉ่ง บางกะเบา

    พระสมเด็จพระแก้วมรกต ปี 2513 วัดศิลขันธาราม อ่างทอง หลังยันต์นูน นิรมิต ผงอธิฐานจิตโดยเจ้าคุณนร ฯ แห่งวัดเทพศิรินฯ
    พระสมเด็จ เจ้าคุณนรฯ หลังยันต์นูน รุ่นนี้บางองค์ จะเห็นมีเส้นเกศาผสมอยู่ด้วย
    สร้างโดย"พระเทพสังวรญาณ" (เจ้าคุณสนิท) อดีตเจ้าอาวาส วัดศีลขันธาราม อ่างทอง ที่เจ้าคุณนรรัตน์ฯโปรดปรานและเคยให้รางวัลในการเรียนดีมาก่อนหน้านี้ เป็น"เพชรแท้" ที่สร้างพระเพื่อ"แจกฟรี" สถานเดียว เจตนาการสร้างจึงบริสุทธิ์อย่างยิ่ง โดยได้นำเข้าพิธีอธิษฐานจิตครั้งสุดท้ายของเจ้าคุณนรรัตน์ฯ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2513
    เจ้าคุณสนิทฯ ได้เคยลงโบสถ์ทำวัตรสวดมนต์กับเจ้าคุณนรรัตน์ฯ จนคุ้นหน้ามาแต่ก่อน และเคยมีส่วนในงานสร้าง "พระสรงน้ำ" ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ สุขบท) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์อีกด้วย จึงมีผงเก่าของพระสรงน้ำในความครอบครองเป็นจำนวนไม่น้อย ต่อมา เมื่อถึงคราวเจ้าคุณสนิทฯทำพระให้เจ้าคุณนรรัตน์ฯเสกบ้าง ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯจึงออกวาจารับรอง ตามประสา "วิสาสา ปรมา ญาติ" เลยทีเดียวว่า "พระของพระครูฯ (หลวงพ่อวัดศีลขันธ์ฯ) ต้องทำให้ดี และทำให้เป็นพิเศษ”

    ท่านเจ้าคุณสนิท เกิดและอุปสมบทที่จังหวัดชลบุรี หลังจากนั้นท่านได้เข้ามาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพ โดยมีท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯ ธัมมวิตกโก อยู่ในขณะนั้น ท่านเจ้าคุณสนิทมีความเคารพเลื่อมใสศรัทธาท่านเจ้าคุณนรฯ เป็นอย่างมาก และท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพศิรินทร์เป็นเวลาทั้งสิ้น 11 พรรษา

    จากนั้นท่านไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศีลขันธ์ ซึ่งขณะนั้นวัดศีลขันธ์ ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก ละท่านเจ้าคุณสนิท จึงต้องเร่งหาทุนทรัพย์เพื่อมาทำนุบำรุงเสนาสนะต่าง ๆ ภายในวัด รวมทั้งก่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ เพิ่มเติม และก็มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคทำบุญจนสำเร็จลุล่วง ท่านเจ้าคุณสนิท จึงสร้างวัตถุมงคลขึ้นเพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่ร่วมทำบุญ รวมทั้งพุทธศาสนิกชนทั่วไป โดยมิได้คิดมูลค่าใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ท่านเจ้าคุณสนิท ยังได้มอบวัตถุมงคลชุดนี้แก่วัดต่าง ๆ ที่ขาดแคลนต้องการทุนทรัพย์ในการบูรณะหรือก่อสร้างศาสนสถานต่าง ๆ ภายในวัดเพื่อเป็นการพัฒนาวัดอีกด้วย

    วัตถุมงคลชุดนี้ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2513 ประกอบด้วย พระสมเด็จสายรุ้ง วัดศีลขันธ์ เป็นหลัก และยังมีพระเนื้อผง และโลหะอีกมากมายนับสิบพิมพ์ โดยวัตถุมงคลชุดนี้ เจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทร์ ได้อธิษฐานจิตให้เมื่อปลายปี พ.ศ.2513 ซึ่งเป็นวัตถุมงคลชุดสุดท้ายที่ท่านอธิษฐานจิตก่อนที่จะมรณภาพ
    วัตถุมงคลชุดนี้ มีหลายสิบพิมพ์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระแก้วมรกตลงสีฝุ่นทาทอง เจ้าคุณนร ออกวัดศีลขันธ์ อ่างทอง ปลุกเสกอธิฐานจิต ปี๒๕๑๓ สภาพองค์พระเหมือนมีเป็นคราบกรุคราบปลวก จากการเก็บนาน

    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20260410_004202.jpg
    IMG_20260410_004229.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 เมษายน 2026
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1775887371939.jpg

    สายเหนียว ปากน้ำโพ

    จากร่ำลือเมื่อ ๒๕๕๗ ...ครั้งหนึ่งที่ยะลาขณะเจ้าหน้าที่ EOD ปฏิบัติการกู้ระเบิd เกือบจะแล้วเสร็จ พลันเกิด เสียงตูมขึ้นมาพร้อมควันตลบ พอจางลงพบเจ้าหน้าที่ 3 นายนอนราบเรียบอยู่กับพื้น หลายคนที่อยู่ในเหตุต่างๆก็คิดว่า ทั้งหมดเรียบร้อยโรงเรียนระเบิd ไปแล้ว
    ...ซักพักทั้ง 3 คนก็ไหวติงแล้วค่อยๆพยุงตัวลุก สร้างความ อัศจรรย์ใจ เป็นอย่างยิ่ง
    ...!! หลังเหตุการณ์...ผู้สันทัดกรณี ได้เรียบๆเคียงๆ ถามทั้ง 3 ว่ามีดีอะไร พวกเขาก็ให้ดูพระและเหรียญวัตถุมงคลที่ห้อย พวกเขาก็ให้ดูพระและเหรียญวัตถุมงคลที่ห้อยคอพวงใหญ่ เป็นเครื่องรางของขลังจากหลายวัดหลายเกจิอาจารย์และหนึ่งในนั้นมี เหรียญจากวัดท่าพระเจริญพรต ซึ่ง หลวงหลวงพ่อสุนทร ขันติโก เจ้าอาวาสอนุญาตให้สร้างรวมอยู่ด้วย

    พระสมเด็จพระครูสุนทร วัดบ้านมะเกลือ นครสวรรค์ รุ่นแรก ปี ๒๕๒๑ เนื้อผงน้ำมัน
    มีประสบการณ์ สร้างน้อย พระครูนิวาสธรรมสุนทร หรือ หลวงพ่อสุนทร ขนฺติโก ได้สร้างขึ้นในคราวที่ฉลองสมณศักดิ์พระครูสุนทร ขนฺติโก พิธีใหญ่ มีเกจิอาจารย์ดังๆสายนครสวรรค์และชัยนาจหลายท่านร่วมปลุกเสก

    พระครูนิวาสธรรมสุนทร (หลวงพ่อสุนทร ขนฺติโก)

    เจ้าคณะอำเภอชุมตาบง
    วัดท่าพระเจริญพรต ต.บ้านมะเกลือ อ.เมือง จ.นครสวรรค์

    ประวัติโดยสังเขป

    ปัจจุบัน ท่านอายุ ๗๘ ปี พรรษาที่ ๕๘ เจ้าอาวาสวัดท่าพระเจริญพรต ดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะอำเภอชุมตาบง จ.นครสวรรค์

    ชาติภูมิ
    พระครูนิวาสธรรมสุนทร นามเดิม สุนทร นามสกุล ทัศนัย เกิดวัน ๒ ฯ ๖ ค่ำ ปีชวด วันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ บิดาชื่อ เทียบ มารดาชื่อ ทัน บ้านเลขที่ ๕๗ หมู่ที่ ๑๑ ตำบลบ้านมะเกลือ อำเภอเมือง ฯ จังหวัดนครสวรรค์

    อุปสมบท
    เมื่อ วัน ๗ ฯ ๘ ค่ำ ปีวอก วันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ณ พัทธสีมาวัดท่าพระเจริญพรต อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครสวรรค์ โดยพระครูนิจิตธรรมประวุฒิ (หลวงพ่อแขก ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดัง อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาดินเหนือศิษย์สายหลวงพ่อเฮง วัดเขาดินใต้) วัดเขาดินเหนือ ตำบลเขาดิน อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เป็นพระอุปัชฌาย์

    การศึกษา
    พ.ศ. ๒๔๙๒ สำเร็จชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนวัดนิเวศวุฒาราม ตำบลบางม่วง อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครสวรรค์
    พ.ศ. ๒๕๐๘ สอบได้ น.ธ. เอก สำนักเรียนวัดท่าพระเจริญพรต ตำบลบ้านแก่ง อำเภอเมือง ฯ จังหวัดนครสวรรค์
    การศึกษาพิเศษได้รับการอบรมพระอภิธรรมจากมูลนิธิมหาธาตุวิทยาลัย
    พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้รับประสาทปริญญาบัตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
    พ.ศ. ๒๕๔๔ พระครุสัญญาบัตรรองเจ้าคณะอำเภอชั้นเอก สมณศักดิ์
    พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นพระครูชั้นประทวน
    พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฏร์ ชั้นโท ที่ พระครูนิวาสธรรมสุนทร
    พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฏร์ ชั้นเอก
    พ.ศ. ๒๕๔๔ พระครุสัญญาบัตรรองเจ้าคณะอำเภอชั้นเอก

    ดำรงตำแหน่ง
    พ.ศ. ๒๕๐๓ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดท่าพระเจริญพรต
    พ.ศ. ๒๕๐๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าเจริญพรต
    พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนวัดบ้านมะเกลือ
    พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
    พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นประธานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบลบ้านมะเกลือ
    พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระปริยัตินิเทศก์ประจำจังหวัดนครสวรรค์
    พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นประธานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบลมีผลงานดีเด่นระดับจังหวัด
    พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้รับแต่งตั้งผู้ทำการแทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนวันท่าพระเจริญพรตวิทยา
    พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอชุมตาบง

    ประวัติวัดท่าพระเจริญพรต

    เป็นวัดสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เดิมเรียกว่า วัดบ้านมะเกลือ ตรงตามชื่อของหมู่บ้าน (บริเวณโดยรอบบ้านแต่เดิมเป็นดงต้นมะเกลือ) เริ่มสร้างวัดเมื่อ พ.ศ. ๑๙๔๓ ในรัชสมัยของ พระรามราชาธิราช (พ.ศ. ๑๙๓๘ - ๑๙๕๒) ซึ่งตรงกับ สมัยสุโขทัยตอนปลาย ติดต่อกับสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๑๙๕๓

    มีประวัติเล่ากันมาว่า ชาวตำบลบ้านมะเกลือเคยได้จัดสถานที่ประทับถวาย และรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ครั้งทรงเสด็จมณฑลนครสวรรค์หัวเมืองฝ่ายเหนือ ได้ทรงประราชทานนามวัดเขาดินใต้ไว้ว่า วัดพระหน่อธรณินทร์ใกล้วารินทร์คงคาราม และทรงพระราชทานตำแหน่งหม่อมหลวงให้แก่หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็น บุตรตรีของขุนบรรจง หมู่บ้านตรงนั้นจึงเรียกกันว่า หมู่บ้านหม่อม ซึ่งตั้งอยู่ ณ หมู่ ๓ ตำบลบ้านมะเกลือ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์

    ต่อมาปี พุทธศักราช ๒๔๔๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จประภาสต้นมายังมณฑลนครสวรรค์ ประชาชนชาวบ้านมะเกลือได้จัดตั้งพลับพลา รับเสด็จ (และภายหลังพระองค์ได้ทรงพระราชทานนามกำนันตำบลบ้านมะเกลือคนแรก เป็นขุนแสงมะเกลือคราม) ต่อจากนั้นได้เสด็จไปอำเภอเก้าเลี้ยว และเลยไปจังหวัดกำแพงเพชร เมื่อเสด็จกลับได้ทรงแวะที่วัดเขาดิน ทรงศรัทธาเลื่อมใสหลวงพ่อเฮง เจ้าอาวาส ต่อมาทรงพระราชทานสมณศักดิ์ให้เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูพิสิสสมถคุณ จากนั้นได้เสด็จไป บ้านบางพระหลวง ทรงพระราชทานทรัพย์ ๘๐ บาท ถวายเจ้าอาวาสวัดบางพระหลวง เพื่อบำรุงวัด

    (จากหนังสือเสด็จประพาสต้น)

    การสำรวจรอบอุโบสถ ได้พบเศษเครื่องถ้วย ชาม สมัยสุโขทัยหลายชิ้น หลักฐานทางโบราณคดี ประเภทอื่นที่ยังคงเหลือในปัจจุบัน คือ ลวดลายปูนปั้นที่ประดับที่อุโบสถ เป็นศิลปกรรมแบบอยุธยาตอนปลายตั้งแต่หลังรัชกาลของพระเจ้าปราสาททองเป็นต้นมา (ราวปี พ.ศ. ๒๑๗๒ - ๒๓๑๐)

    เป็นวัดป่ารกชัฏกลับมาเป็นวัดที่สมบูรณ์อีกครั้ง วัดท่าพระเจริญพรต ถูกทิ้งร้างจนบริเวณโดยรอบกลายเป็นป่ารกชัฏ จนถึง พ.ศ. ๒๔๖๕ พระอธิการเทียน ธมฺมสุวณฺโณ อดีตเจ้าอาวาส ได้ปรับปรุงอาคารต่างๆ ได้แก่ อุโบสถและก่อสร้างมณฑปจำนวน ๓ หลัง จนสามารถตั้งเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎระเบียบของ กรมการศาสนาได้อีกครั้งหนึ่ง และมีเจ้าอาวาสดำรงตำแหน่งสืบกันมาจนถึงปัจจุบัน

    ปัจจุบันวัดท่าพระเจริญพรต เป็นวัดประจำตำบลบ้านมะเกลือ และเป็นศูนย์กลางการศึกษาของพระภิกษุ สามเณร ในจังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดใกล้เคียง โดยเปิดเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี แผนกสามัญ ซึ่งเริ่มดำเนินการเรียนการสอนมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๓ และได้รับยกย่องเป็นสำนักเรียนพระปริยัติธรรมดีเด่น จากกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ มีพระภิกษุและสามเณรสอบได้เป็นจำนวนมาก และมีสอบได้ถึงเปรียญธรรม ๙ ประโยค ในนามสำนักศาสนศึกษาวัดท่าพระเจริญพรต มีศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน เปิดโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา ที่จัดขึ้นโดยวัด ทั้งยังเป็นสถานที่ศึกษาอบรมวิปัสสนากรรมฐาน เป็นสำนักปฏิบัติธรรมแห่งที่ ๔ ประจำจังหวัดอีกด้วย ปัจจุบันวัดท่าพระเจริญพรต มีพระสงฆ์จำพรรษาปีละประมาณ ๕๕ รูป และสามเณร ๕๐ รูป (ประมาณปีละ ๙๐ – ๑๐๐ รูป)

    หลวงพ่อโต พระประธานในอุโบสถวัดท่าพระเจริญพรต

    ปูชนียวัตถุได้แก่พระประธานในพระอุโบสถเป็น พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๔ ศอก เจดีย์ด้านหน้าอุโบสถเป็นเจดีย์ย่อมมุมก่ออิฐถือปูนขนาดย่อมองค์หนึ่ง ใกล้กันอีกองค์หนึ่ง ซึ่งเล่าสืบกันมาว่าสมเด็จพระนเรศวรทรงให้สร้าง ตั้งแต่ยังทรงครองหัวเมืองเหนือที่เมืองพิษณุโลก ตั้งอยู่ทางทิศใต้เยื้อง ๆ ด้านหน้าอุโบสถ และเจดีย์รายขนาดเล็กตั้งอยู่ด้านหน้าและด้านข้างมณฑปมี ๙ องค์ ด้านหลังวัดด้านทิศตะวันออกเป็นสวนป่าสำหรับปฏิบัติธรรม และฌาปนสถาน
    ความเป็นมา วัดท่าพระเจริญพรต เป็นวัดสังกัดคณะสงฆ์มหานิกายเดิมเรียกวัดบ้านมะเกลือ ตรงตามชื่อหมู่บ้าน (เพราะบริเวณโดยรอบบ้านแต่เดิมเป็นดงต้นมะเกลือ) สร้างเป็นวัดเมื่อ พ.ศ.๑๙๔๓ ในรัชสมัยพระรามราชาธิราช (พ.ศ. ๑๙๓๘ – ๑๙๕๑) ซึ่งตรงกับสมัยสุโขทัยตอนปลาย ติดต่อสมัยกรุงศรีอยุทธยาตอนต้น รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ.๑๙๕๓

    ประวัติการสร้างวัตถุมงคล
    หลวงพ่อสุนทรท่านสร้างวัตถุมงคลรุ่นแรก คือ เหรียญหลวงพ่อโต พระประธานเก่าแก่ในพระอุโบสถ ในคราวที่ฉลองสมณศักดิ์พระครูสุนทร ขนฺติโก และอนุญาตให้สร้างรูปเหมือนปั๊ม เหรียญรูปเหมือน ซึ่งเป็นรูปของท่านครั้งแรก เมื่อท่านมีอายุครบ ๕ รอบ หรือ ๖๐ ปี ในปี ๒๕๓๙ วัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์มากมายทั้งเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ปลอดภัย ปืนยิงไม่ออก โดยเฉพาะเหรียญสี่เหลี่ยมปั๊มแจกทาน และรูปหล่อปั๊ม อายุครบ ๖๐ ปี ที่มีประสบการณ์ยิงไม่ออกมาแล้ว

    หลวงพ่อสุนทรท่านเป็นพระที่มีจริยวัตรที่งดงามหรือมีวัตรปฏิบัติที่งดงามน่าเคารพและสักการะเป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้ท่านมีลูกศิษย์ทั้งในจังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดใกล้เคียงจำนวนมากมาย และท่านมีเมตตาสูงมาก ท่านได้อุปการะและส่งเสริมการศึกษาแก่พระสงฆ์และสามเณรให้ได้รับศึกษาถึงในชั้นสูงสุด ดังจะเห็นได้จากจะมีพระสงฆ์และสามเณรสอบได้เปรียญเป็นประจำทุกปี

    หากท่านใดต้องการไปกราบหลวงพ่อสุนทร หรือร่วมทำบุญท่านสามารถเดินทางไปทางถนนสายนครสวรรค์ - พิษณุโลก ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำปิงไปประมาณ ๗ ก.ม. เลี้ยวซ้ายเข้าไปเส้นทางไปอำเภอเก้าเลี้ยว ผ่านโรงงานน้ำตาลรวมผล ก็จะเห็นแยกเลี้ยวซ้ายเข้าไปวัดท่าพระเจริญพรต หรือ โทรศัพท์สอบถามเส้นทางที่ โทร.๐๕๖ ๒๐๗๒๑๐ - ๐๘ ๗๑๙๗ ๕๓๕๖ หรือhttp://www.wattaprajarinpot.com/

    จากร่ำลือเมื่อ 57 ...ครั้งหนึ่งที่ยะลาขณะเจ้าหน้าที่ EOD ปฏิบัติการกู้ระเบิd เกือบจะแล้วเสร็จ พลันเกิด เสียงตูมขึ้นมาพร้อมควันตลบ พอจางลงพบเจ้าหน้าที่ 3 นายนอนราบเรียบอยู่กับพื้น หลายคนที่อยู่ในเหตุต่างๆก็คิดว่า ทั้งหมดเรียบร้อยโรงเรียนระเบิd ไปแล้ว
    ...ซักพักทั้ง 3 คนก็ไหวติงแล้วค่อยๆพยุงตัวลุก สร้างความ อัศจรรย์ใจ เป็นอย่างยิ่ง
    ...!! หลังเหตุการณ์...ผู้สันทัดกรณี ได้เรียบๆเคียงๆ ถามทั้ง 3 ว่ามีดีอะไร พวกเขาก็ให้ดูพระและเหรียญวัตถุมงคลที่ห้อย พวกเขาก็ให้ดูพระและเหรียญวัตถุมงคลที่ห้อยคอพวงใหญ่ เป็นเครื่องรางของขลังจากหลายวัดหลายเกจิอาจารย์และหนึ่งในนั้นมี เหรียญจากวัดท่าพระเจริญพรต ซึ่ง หลวงหลวงพ่อสุนทร ขันติโก เจ้าอาวาสอนุญาตให้สร้างรวมอยู่ด้วย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    วัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์มากทางด้านคงกระพัน ปัจจุบันหลวงพ่อมีอายุ ๙๐ ปี

    พระสมเด็จรุ่นแรกของท่าน

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260411_131012.jpg IMG_20260411_131059.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    FB_IMG_1775877553056.jpg

    (ลูกศิษย์): ลป.ครับ จะนิมนต์พระอาจารย์รูปใดบ้าง มาฉลองโบสถหลังใหม่และพระประธาน
    (ลป.กลั่น คุณวโร): จะเชิญท่านมาทำไม เราก็สร้างเอง-เสกเองได้ ดั่งที่ที่โบราณท่านว่าไว้.ชาติเสือ ไม่ขอเนื้อใครกิน
    วัตถุมงคลของท่านก่อนที่จะให้ใครไป ท่านจะต้องมั่นใจดีแล้วจึงให้ไป ท่านว่า.มันจะเป็นบาป-เป็นกรรม แต่ท่านก็ไม่เคยบอกกล่าวใครนะว่า.ของท่านดีอย่างไร-กันอะไร ท่านก็แค่กล่าวว่า.ของดี-ของมงคล จะเอาไว้ที่บ้านก็ดี เป็นมงคลบ้าน ไว้ที่ตัวก็ดี เป็นมงคลตัว ใครจะมาบอกว่า.พอเอาของท่านไปๆพบเจออะไรบ้างท่านก็เฉย กล่าวแต่ว่า.ก็ดี เป็นของมงคล แล้วก็ยิ้ม /
    ที่มาจากคุณโอ่ง สงขลา (ลูกศิษย์จ.สงขลาที่เคารพลป.กลั่น คุณวโร อย่างที่สุด)

    คนเฒ่าคนแก่เคยบอกว่า หลวงพ่อกลั่น ท่านขลังขนาดเคยนั่งปรกปลุกเสก จนปลัดสั่นเขยื้อน กระโดดในบาตรไปมาเลยที

    หลวงปู่กลั่น คุณวโร แห่งวัดอินทราวาส อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง แรกเริ่มเดิมที ท่านเป็นชาวโพธิ์พระยา จ.สุพรรณบุรี สมัยยังเป็นฆราวาส ก็มีชีวิตเหมือนลูกผู้ชายไทยในอดีต คือ.เสือเก่า ท่านมีความสนิทสนม กันมากกับ อดีตเสือใหญ่แห่งเมืองสุพรรณฯ (เสือฝ้าย เพ็ชนะ)

    ท่านขลังมาตั้งแต่ก่อนบวชเสียอีก เพราะยามว่างท่านก็ไปรับจ้างลงใบลานในวัด และ เล่าเรียนวิชาจาก
    พระอาจารย์ (หลวงปู่อ่อน อุตโม วัดชีสุขเกษม เป็นพระอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาหลักๆของท่านเป็นส่วนใหญ่-ต้นตำหรับพระยันต์ที่ท่านใช้เป็นตัวหลักคือ."น.ทอทรหด")
    หลวงปู่คำ วัดหน่อพุทธางกูล (อยู่ตรงกันข้าม) ท่านแสวงหาวิชา-พระอาจารย์ผู้ทรงคุณมากมายหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น
    หลวงพ่ออี๋(ไปเอา"กันหะ เนหะ"),
    หลวงพ่อภักต์ วักโบสถ์,
    หลวงพ่อภู วัดดอนรัก (เอาการสร้างตะกรุด),
    หลวงพ่อคำ วัดโพธิ์ปล้ำ,
    พ่อท่านคล้าย สวนขัน (เอา ฤ ฤามา-ฦ ฦาไป ใช้เวลา.6 เดือนกว่าจะได้.ใช้เวลาเรียนมาที่สุดในเท่าที่เรียนมาทุกๆ พระอาจารย์ฯ) และ ฆราวาส(อิสลาม) จ.ปัตตานี (เอาวิชาดูตูดจาน"เปิด3โลก")
    ส่วนที่ว่า ท่านเป็นลูกศิษย์ ลพ.ดิ่ง วัดบางวัวนั้นไม่จริง ท่านไม่เคยไปเรียนกับ ลพ.ดิ่ง บางวัวเลย วิชา.ลิง(หนุมาน) และปลักขิก ท่านเรียนมาจาก ลป.อ่อน อุตโม ทั้งสิ้น เพราะ ลป.อ่อน อุตโม ท่านสร้างปลัดขิก และ ลิงไม้แกะ ด้วย ส่วนพระยันต์ (สัพวิชาต่างๆ) ลป.กลั่น คุณวโรท่านนำมาใส่เสริมลงไปในวัตถุมงคลท่าน (เปรียบเสมือนยาหม้อใหญ่) วัตถุมงคลของท่านที่ทุกท่านรู้จักเสียส่วนใหญ่ ก็คือ.ปลัดขิก แต่จริงๆท่านสร้างไว้มากมาย ล้วนแล้วแต่มากประสบการณ์มากมาย วัตถุมงคลท่านๆท่านเสกเอง องค์เดียว ไม่นิมนต์ท่านใดมาร่วมเสก

    ท่านเคยบอกว่า (สมัยสร้างพระประธานในโบสถ์"หลวงพ่อในโบสถ์"พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์")ว่า.
    (ลูกศิษย์): ลป.ครับ จะนิมนต์พระอาจารย์รูปใดบ้าง มาฉลองโบสถหลังใหม่และพระประธาน
    (ลป.กลั่น คุณวโร): จะเชิญท่านมาทำไม เราก็สร้างเอง-เสกเองได้ ดั่งที่ที่โบราณท่านว่าไว้.ชาติเสือ ไม่ขอเนื้อใครกิน
    วัตถุมงคลของท่านก่อนที่จะให้ใครไป ท่านจะต้องมั่นใจดีแล้วจึงให้ไป ท่านว่า.มันจะเป็นบาป-เป็นกรรม แต่ท่านก็ไม่เคยบอกกล่าวใครนะว่า.ของท่านดีอย่างไร-กันอะไร ท่านก็แค่กล่าวว่า.ของดี-ของมงคล จะเอาไว้ที่บ้านก็ดี เป็นมงคลบ้าน ไว้ที่ตัวก็ดี เป็นมงคลตัว ใครจะมาบอกว่า.พอเอาของท่านไปๆพบเจออะไรบ้างท่านก็เฉย กล่าวแต่ว่า.ก็ดี เป็นของมงคล แล้วก็ยิ้ม /

    พระผู้ที่ชาวอ่างทองให้ความเคารพนับถือมาก ท่านดังทางด้านปลัดขิกครับ วัตถุมงคลท่านมีประสบการณ์มาก โดยเฉพะด้านเมตตา และมหาอุตม์ นั้นเป็นที่เลื่องลือมาก คนเฒ่าคนแก่เคยบอกว่า หลวงพ่อกลั่น ท่านขลังขนาดเคยนั่งปรกปลุกเสก จนปลัดสั่นเขยื้อน กระโดดในบาตรไปมาเลยที

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือน หลวงพ่อกลั่นวัดอินทราวาสรุ่น๒ ปี ๒๕๒๔ ด้านหลังมีลิงอุ้มปลัด วิชาถนัดขลังเด่นดังของหลวงพ่อ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260411_101234.jpg IMG_20260411_101316.jpg
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1775892965962.jpg

    หลวงปู่คร่ำ ยโสธโร หรือพระมงคลศีลาจารย์ ...ชาวบ้านทั่วไปเรียกนามท่านว่า “ท่านพ่อคร่ำ” ท่านมีอายุ 100 ปีบริบูรณ์ พรรษา 80 นับเป็นพระเถระที่มีพรรษาสูงสุดของเมืองไทย
    ธรรมะคำสอนสำคัญก็คือ “ทำให้ดู อยู่ให้เห็น”
    “ท่านพ่อคร่ำ”...วัดวังหว้า อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ถือว่าเป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับความนิยม...เป็นที่ศรัทธาของมหาชนทั่วฟ้าเมืองไทย โดยเฉพาะชาวทะเลตะวันออก

    หลวงปู่มีนามเดิมว่า “คร่ำ” นามสกุล “อรัญวงศ์” เกิดเมื่อวันพุธ แรม 10 ค่ำ เดือน 11 ปีระกา ตรงกับวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2440 ที่บ้านวังหว้า ตำบลวังหว้า อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โยมบิดาชื่อนายครวญ อรัญวงศ์ โยมมารดาชื่อ นางต้อย อรัญวงศ์ เป็นบุตรคนโต มีน้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน เป็นชาย 2 หญิง 1 เมื่อครั้งเยาว์วัย อายุได้ 11 ขวบ...บิดานำไปฝากวัดวังหว้าเพื่อรับการศึกษาตามประเพณีนิยมสมัยนั้น กล่าวคือเรียนอักษรสมัยในแบบ ปฐม ก กา และศึกษาหนังสือขอมจนมีความสามารถอ่านเขียนได้เป็นอย่างดี

    อายุครบ 20 ปี ได้อุปสมบท ในวันจันทร์ แรม 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 11 มิถุนายน 2460 ได้รับฉายาว่า “ยโสธโร” แปลว่า ...ผู้ทรงไว้ซึ่งยศ โดยมีพระครูสังฆการบูรพทิศ (ปั้น อินทสโร) เป็นพระอุปัชฌาย์

    “หลวงปู่คร่ำ”...ได้มรณภาพในวันจันทร์ ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 1 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 1 ธันวาคม 2540 เวลา 14.20 น. ด้วยอาการสงบ ณ โรงพยาบาลสมิติเวชศรีราชา รวมอายุได้ 100 ปี 41 วัน

    วิชาร่ำเรียนสั่งสม จนได้ชื่อว่าเป็นพระนักปฏิบัติ อีกทั้งยังตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัยจนสอบได้ประโยคนักธรรมโท บวกกับความเพียรพยายามค้นคว้าตำรับตำราวิชาการต่างๆ แล้วก็ได้เดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อเล่าเรียนพระกรรมฐานและวิทยาคุณกับหลวงพ่อโต วัดเขาบ่อทอง หรือวัดเขาชากโดน

    หนึ่งในพระอาจารย์ดังในด้านสมถะ วิปัสสนากรรมญาณ มีจิตตานุภาพ วิทยาคมเข้มขลัง เป็นที่เล่าลือกันมากในยุคสมัยนั้น ครั้นเล่าเรียนสำเร็จตาม ความมุ่งหมายใจปรารถนาได้กราบลาอาจารย์ออกจาริกธุดงค์เพื่อทดสอบกำลังใจ ฝึกฝนจิตให้ก้าวหน้า ใช้เวลาอยู่นานพอสมควรก็กลับวัดวังหว้า
    คำสอน “หลวงปู่คร่ำ”...ตราตรึงอยู่ในใจผู้ฝักใฝ่ในธรรม ยึดมั่นถือมั่นในหลักคุณธรรมแห่งความดีงาม ภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ท่านได้ปฏิบัติตนเป็นผู้สำรวมในศีลอย่างยิ่งยวด เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเหล่าบรรดาศิษย์หลากหลายสาขาอาชีพ...หลากหลายฐานะ ได้ยึดถือปฏิบัติเป็นตัวอย่าง

    “มนต์ หลวงปู่เฮี้ยน” หนึ่งในเรื่องเล่าลือเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ ย้อนไปราว 24 ปีที่แล้ว ยุคสมัยที่รัฐบาลจะตั้งกระทรวงแรงงานฯขึ้นมาใหม่ จำเป็นต้องมีเจ้ากระทรวง บรรดา ส.ส. ผู้ทรงเกียรติก็ต่างตั้งความหวังที่จะได้เป็นเจ้ากระทรวงใหม่นี้กันสักครั้ง ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศรายชื่อไม่กี่วัน นายเสริมศักดิ์ การุณ ส.ส.ระยอง กับ นายไพฑูรย์ แก้วทอง ส.ส.พิจิตร ก็ได้พากันไปกราบหลวงปู่คร่ำ ให้....หลวงปู่ฯเจิมหน้าผาก รดน้ำมนต์ เป่ากระหม่อม หลังจากนั้น...ไม่กี่วัน หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ไทยรัฐก็พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งเลยว่า “มนต์หลวงปู่เฮี้ยน...” ปรากฏว่า ส.ส.ทั้งสองท่านได้เป็นรัฐมนตรี

    อีกเรื่อง...ครั้งหนึ่งในการแต่งตั้งอธิบดีกรมตำรวจ มรสุมชีวิต พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ รุมเร้า ก็ได้ไปรดน้ำมนต์ เป่ากระหม่อมเช่นกัน ปรากฏว่า...เมื่อผลการแต่งตั้งออกมาได้ตำแหน่งมาจริงๆอย่างไม่น่าเชื่อ “มนต์หลวงปู่เฮี้ยน...” ก็ยิ่งเฮี้ยนเข้าไปใหญ่ ตอกย้ำบารมี ความศรัทธายิ่งนัก

    ใครๆต่างก็รู้กันว่าหลวงปู่คร่ำ...เป็นพระที่มีจิตใจเมตตาแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคกระดูกเรื้อรัง ท่านจะใช้น้ำมันมนต์รักษา...คนที่ขา แขน กระดูกส่วนอื่นหัก ต่อให้หายมาแล้วมากมาย

    หลวงปู่คร่ำเป็นพระสงฆ์ร่วมยุคพระอาจารย์ทิม ธัมมธโร วัดช้างให้, หลวงปู่ศรีจันทร์ วัดเลยหลง จ.เลย, หลวงปู่ม่น วัดเนินตามาก อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี, หลวงปู่บุดดา วัดกลางชูศรีเจริญสุข, หลวงพ่อ แพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี, หลวงพ่อเกษม เขมโก จ.ลำปาง, หลวงปู่จู วัดเขียนเขต จ.ปทุมธานี

    เกจิเชี่ยวชาญวิทยาคม วัตถุมงคลที่โด่งดัง ได้รับความนิยม อาทิ ผ้ายันต์พัดโบก ผ้ายันต์แม่ทัพ น้ำมันนเรศวรออกศึก น้ำมันจอมพล ตะกรุด เหรียญ พระเครื่องรุ่นต่างๆ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จเกษร๑๐๘ รุ่นเมตตามหามงคล ๙๗ หลวงปู่คร่ำ ยโสธโร (วัดวังหว้า) จ.ระยอง พิมพ์ใหญ่

    ให้บูชาละ 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท

    IMG_20260411_145146.jpg IMG_20260411_145215.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1775892576752.jpg

    พระพุทธชินราชหลังรูปเหมือนหลวงปู่น้อยวัดภูกําพร้า

    สำหรับหลวงปู่คำน้อย ว่ากันว่าท่านมีถึงอายุ 238 ปี ท่านพำนักอยู่ วัดถ้ำภูกำพร้า อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ตั้งแต่ท่าน อายุได้ 100 กว่าปี ท่านก็สามารถนั่งสมาธิถอดจิต ไปเที่ยว สวรรค์ - นรก และ บางคนเชื่อว่าท่านคือเณรคำผู้มีฤทธิ์จากภูเขาควายเมืองลาว (เหรียญหลวงปู่ออกที่วัดถ้ำเขาอีโต้ ปราจีนบุรี ปี2538ระบุว่าท่านคือหลวงปู่เณรคำ) เรื่องของหลวงปู่คำน้อย วัดถ้ำภูกำพร้า
    ท่านเป็นพระใจดี สำหรับอายุของท่านเท่าที่ถามจากคนเฒ่าคนแก่ในละแวกนั้น เขาก็ว่าเกิดมาก็เห็นหลวงปู่แล้ว จนเขามีอายุถึงแปดสิบเก้าสิบ หลวงปู่คำน้อยก็ยังคงอยู่ในสภาพเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และเมื่อสอบถามจากหลวงปู่คำน้อยก็ได้คำตอบเหมือนที่ใครๆได้รับรู้จากวาจา ท่านเองคือเปลี่ยนฟันมาสองรอบแล้ว รอบละ 120 ปี เลยอนุมานเอาว่าช่วงนั้นหลวงปู่น่าจะอายุประมาณ 200กว่า ปี อายุใกล้เคียงกับกรุงเทพมหานคร ก็เลยสันนิษฐานเอาว่าหลวงปู่น่าจะเกิดในสมัยรัชกาลที่ 1 ครับ ปัจจุบันท่านมรณภาพไปแล้วครับ ประมาณปี 2548
    ทานบดีท่านหนึ่งท่านเล่าผ่านโลกออนไลน์ว่า...เคยมีโอกาสไปพบหลวงปู่คำน้อย วัด ภูกำพร้า ด้วยคำแนะนำของศิษย์พี่ท่านนึง ท่านว่าหลวงปู่อายุร่วมจะ 300 ปีแล้ว เจ้าลาวแวะมาหาเล่าให้ฟังอีกทีว่า สมัยท่านยังเด็ก พ่อได้พาไปกราบหลวงปู่น้อย ตอนนั้นหลวงปู่น้อยก็แก่มากแล้ว ตอนนี้เจ้าลาวคนนี้ก็อายุ 70 กว่าๆ หลวงปู่คำน้อยก็ยังแก่มากเหมือนเดิม เลยไม่รู้ว่าจริงๆ ท่านอายุเท่าไรกันแน่ ไปกราบท่านพร้อมกับพาน้องๆที่ว่าวอีสานได้ดีไปด้วยเผื่อฟังไม่ออกเพราะท่าน เป็นพระข้ามมาจากฝั่งลาว ปรากฎว่าท่านพูดภาษาลื้อ ก็เลยฟังไม่ออกไปด้วยกันทั้งหมด เป็นพระที่เมตตามากครับ ถามโยมใกล้ชิดท่าน ก็ได้ความว่าอายุหลวงปู่ไม่ถึง 300 ปีหรอกครับ แค่สัก 200 เศษปีเท่านั้นเอง นั่นก็หง่อมมากแล้วครับ ท่านว่าเมื่ออายุครบ 120 ปีครั้งหนึ่ง ฟันชุดใหม่จะงอกขึ้นมาครั้งหนึง นี่ก็งอกขึ้นมาครั้งที่ 2 แล้ว แล้วเห็นเล็บหลวงปู่ก็ดูยังสดใหม่ยังกะพึ่งงอกได้ไม่นาน แต่หนังที่ศีรษะหลวงปู่ยับเหมือนหนังช้าง เวลาท่านนอนท้าวแขนจะยับตามมือปล่อยมือแล้วหนังก็ยังไม่กลับที่ ใครจะไปหาท่านจะรู้ก่อน จะไปนั่งรอ พอเสร็จธุระก็ไปที่อื่นต่อด้วยความที่หลวงปู่น้อยเป็นพระใจดี ทำให้มีคนเข้าไปขอความช่วยเหลือ บ้างก็ขอสร้างวัตถุมงคล ฯลฯ ท่านก็เมตตาอธิษฐานจิตให้ ประสบการณ์ที่เกิดจากผู้ใช้วัตถุมงคลของท่านคือเมตตา แคล้วคลาด และอธิษฐานขอในสิ่งที่ตนเองต้องการ...ประวัติของหลวงปู่คำน้อยนั้นนิตยสาร โลกทิพย์เคยลงเมื่อสามสิบปีก่อน
    ...................

    คิดถึงหลวงปู่คำน้อย...วัดป่าภูกำพร้า อ.ดงหลวง
    จ.มุกดาหาร...ว่ากันว่าท่านมีอายุ ๒๓๘ ปี...ได้มี
    โอกาสไปกราบท่าน..และค้างคืนที่วัดท่าน..คุยกับ
    ท่านไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะท่านพูดลาว...ท่านบอกว่า
    ตาท่านบอดทั้ง๒ข้าง...แต่พระอินทร์ เอาดวงตามาถวายท่าน ๑ ข้างฟันท่านหลุดไป ๒ รอบแล้วงอกออกมาใหม่...เมื่อท่านอายุ ๑๒๐ ปี ต้อนนี้เป็นรอบ
    ที่ ๒ แล้วอาย ๒๓๘ ปี มีโอกาสได้ถามโยมคนเฒ่า
    คนแก่แถวนั้นที่มาวัด..เพราะวันนั้นเราเอาผ้าป่า

    ไปทอด...อาตมาได้ถามตาคนหนึ่งอายุ ๗๐ปี..ถาม
    ว่าตาอยูที่นี้นานหรือยัง แก่บอกว่าผมเกิดที่นี้..ต้อน
    ผมเป็นเด็ก..ผมก็เห็นหลวงปู่อยู่อย่างนี้...ปัจจุบัน
    ผม ๗๐ แล้ว หลวงปู่ก็ยังอยู่อย่างนี้...พอสายหน่อย

    ได้ฉันเช้ากับท่าน..ท่านฉันข้าวโดยไม่ใช้ช้อน..เอา
    มือเปิบเอา...ดูแล้วโบราณ ดี...ถวายผ้าป่าท่านแล้ว
    ได้เดินท่านไปกราบ...หลวงปู่มั่น ที่วัดป่าสุธทราวาส
    ได้พบกับแม่ชี นารี การุณ อายุ ๑๒๓ ปี ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น มีคนไปหาไปกราบมากมาย..แรก

    ก็อยู่ในวัดป่าสุธทราวาส ต้อนหลังกลับมาอยู่กับ
    ลูกหลานไก้ล วัด สมัยนั้นเขาเรียกว่าแมชีอรหันต์...
    อาตมาได้ถามแม่ชีว่า...แม่รู้ จักหลวงปู่น้อย ที่วัดป่าภูกำ
    พร้าไหม...แม่ชีบอกว่ารู้จัก...ต้อนแม่อายุ ๔๐ ก็เคย
    กราบท่าน...ต้อนนี้..แม่อายุ ๑๒๓ ปี ท่านยังมีชีวิตอยู่

    ไม่น่าเชื่อว่ายังมีคนมีอายุยืน...ถึง ๒๓๘ ปีอยู่จริง
    อาตมาได้ไปกราบ...หลวงปู่สังวาล เขมโก...เห็นรูป
    ท่านนั่งอยู่กับ..กับหลวงปู่น้อย..ได้กราบท่านแล้วถามว่า....หลวงปู่ครับ หลวงปู่น้อยวัดป่าภูกำพร้า
    อายุ ๒๓๙ ปีจริงไหม....ท่านได้พูดว่าคนปัจจุบันนี้
    ต้องมีหลักฐานยืนยันถึงเชื้อ ...ถ้าถามผม..ผมเชื่อ..
    ว่าท่านมีอายุ ๒๓๙ ปีจริง....เอาเรื่องร้าวมาเล่าให้

    โยมฟันมีคำยืนยันจากปากแม่ชีและพระที่สมัยก่อน
    คนรู้จักดีถ้าเป็นสายบุญสายปฎิบัติ ...หลวงพ่อ
    สังวาลได้บอกอีกว่า...หลวงปู่น้อยได้ถวายฟัน..ให้
    หลวงปู่สังวาลด้วย บอกว่าขึ้น
    มาเป็นรอบที่ ๒ แล้ว หลวงปู่คำน้อย ฐิตตะธัมโม
    มรณะภาพเมือประมาณปี พ.ศ.2544 อายุ 239 ปี
    สมพรภิกขุ......ข้อคิดปี 62

    “อายุยืนแค่ไหน สุดท้ายตายหมดไม่เหลือ”

    “ชีวิตนี้. ไม่มีคำว่า. อมตะ” ในสังขารทั้งปวง. สมพรภิกขุ

    ลูกศิษย์หลวงพ่อสมพรช้วยแชร์ไปเป็นกุศลแล”

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระพุทธชินราชหลังหลวงปู่น้อยวัดภูกําพร้า

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260411_142733.jpg IMG_20260411_142805.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1776158072984.jpg

    ๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่สังข์ สังกิจโจ ๏
    วันนี้วันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๗ เป็นวันครบรอบ ๙๔ ปี ชาตกาล หลวงปู่สังข์ สังกิจโจ วัดป่าอาจารย์ตื้อ ต.สันมหาพน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
    หลวงปู่สังข์ สังกิจโจ มีนามเดิมว่า สังข์ คะลีล้วน เกิด วันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๓ ณ บ้านข่า อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม บิดาชื่อนายเฮ้า มารดาชื่อนางลับ คะลีล้วน มีพี่ชายติดโยมบิดา ๑ คน มีพี่ชายติดโยมมารดา ๑ คน มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันจำนวน ๔ คน ท่านเป็นลูกชายคนที่ ๑
    ท่านเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ซื่งถือว่าสูงสุดในสมัยนั้น จากนั้นได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ิอ อายุ ๑๘ ปี ณ พัทธสีมา วัดศรีเทพประดิษฐาราม อ.เมือง จ.นครพนม โดยมีพระสารภาณมุนี (จันทร์ เขมิโย) เป็นพระอุปัชฌาย์ (ต่อมาได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระเทพสิทธาจารย์) และได้มาจำพรรษาที่วัดอรัญญวิเวกบ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ซื่งเป็นบ้านเกิด
    เมื่อครั้งที่หลวงปู่สังข์เป็นสามเณร หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้มาพำนักที่วัดป่าบ้านหนองผือนาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร หลวงปู่สังข์ก็ได้มีโอกาสไปรับฟังพระธรรมเทศนาจากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตโดยตรง แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจเพราะยังเป็นเด็กอยู่ ท่านเป็นสามเณรอยู่ 3 ปี สามารถสอบนักธรรมชั้นตรี โท ได้จากสนามสอบวัดศรีชม ซึ่งเป็นวัดบ้าน เพราะยุคนั้นสนามสอบของคณะธรรมยุตยังไม่มี
    หลวงปู่สังข์ได้ออกติดตามหาหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติทางยาย คือปู่ของหลวงปู่ตื้อ เป็นพี่ชายของคุณยายของท่าน ได้ยินแต่กิตติศัพท์ของหลวงปู่ตื้อมานาน แต่ไม่เคยเห็นตัวจริงมาก่อน เลยจึงอยากจะออกติดตามหาหลวงปู่ตื้อ มีพระและญาติโยมขึ้นมาเชียงใหม่เป็นครั้งแรก โดยมีพี่ชายของหลวงปู่ตื้อ มีพระและญาติโยมตามมาด้วยซึ่งเมื่อถึงจังหวัดเชียงใหม่แล้ว ก็เข้าพักที่จังหวัดเชียงใหม่ก่อน ได้ยินว่าหลวงปู่ตื้อจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าดาราภิรมย์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ จึงตามไปพบท่านที่วัดป่าดาราภิรมย์ เมื่อได้พบหลวงปู่ตื้อแล้วก็พักอยู่ที่วัดป่าดาราภิรมย์ระยะหนึ่ง จึงเดินทางกลับบ้านเกิดท่าน
    ต่อมาได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ อายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ณ พัทธสีมา วัดป่าบ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม โดยมีพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตตโก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระทัด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์บุญส่ง โสปโก เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    พ.ศ. ๒๔๙๓ เมื่ออุปสมบทแล้ว ก็อยู่จำพรรษาที่วัดป่าบ้านสามผงกับพระอุปัชฌาย์เป็นเวลา ๕ ปี ท่านสอบนักธรรมชั้นเอกได้ที่วัดป่าบ้านสามผงแห่งนี้ แล้วทำหน้าที่เป็นครูสอนนักธรรมช่วยพระอุปัชฌาย์
    จากนั้นปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ท่านจึงออกเดินทางขึ้นเหนือ เพื่อมาอยู่กับหลวงปู่ตื้อ อจลธมโม ที่วัดป่าดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่นี่ท่านได้เรียนบาลีไวยากรณ์กับพระมหามณี พยอมยงย์ จนจบชั้นหนึ่ง สอบได้แล้วจึงหยุดเรียน เพราะจิตใจใฝ่ในทางธุดงค์มากกว่า ท่านจึงได้ออกวิเวกแถบจังหวัดเชียงราย โดยมีพระอาจารย์ไท ฐานุตตโม วัดเขาพุนก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี เป็นสหธรรมิก เที่ยววิเวกไปด้วยกัน ได้พบพระอาจารย์มหาทองอินทร์ กุสลจิตโต ที่วัดถ้ำผาจรุย อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย
    หลวงปู่ตื้อ อจลธมโม ได้สร้างวัดป่าสามัคคีธรรม ขึ้นที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดป่าอาจารย์ตื้อ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๐๙ หลวงปู่สังข์ สังกิจโจ ได้กลับจากเที่ยววิเวกมาจำพรรษากับหลวงปู่ตื้อที่วัดป่าอาจารย์ตื้อ ได้พัฒนาและบูรณะวัดนี้มาตลอด
    ในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าอาจารย์ตื้ออย่างเป็นทางการ ได้สร้างอุโบสถหนึ่งหลัง ในปีพ.ศ. ๒๕๓๘ ได้รับพระราชสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ พระครูภาวนาภิรัต หลวงปู่สังข์ สังกิจโจ จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าอาจารย์ตื้อเรื่อยมา เป็นเวลากว่า ๕๕ ปี “หลวงปู่สังข์ สังกิจฺโจ” แห่งวัดป่าอาจารย์ตื้อ บ้านปากทาง ต.สันมหาพน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ได้ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕ สิริอายุ ๙๑ ปี พรรษา ๗๒ ท่ามกลางความอาลัยของบรรดาลูกศิษย์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงปางปฐมเทศนาหลวงปู่สังข์วัดป่าอาจารย์ตื้อ เชียงใหม่ ปี ๒๕๕๓ สภาพสวยซองเดิม

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260414_154730.jpg IMG_20260414_154754.jpg IMG_20260414_154811.jpg IMG_20260414_154828.jpg
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1776159150793.jpg

    พระกริ่ง วิเศษไชชาญ วัดตลาดใหม่ อ่างทอง
    พิมพ์เล็กปี43
    หลวงพ่อทรงร่วมพิธีมหาพุทธาภิเษก”พระกริ่งวิเศษชัยชาญ”
    ณอุโบสถวัดตลาดใหม่ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม 2543
    พระที่ร่วมพิธีมี ดังนี้ครับ
    1.พระครูปัญญาประโชติ (หลวงพ่อยัพ) วัดห้วยโรง
    2. พระครูโสภณจารุวงศ์วัดสิทธาราม
    3. พระครูวิบูลอาจารคุณ (ลพ.เกษม)วัดม่วง
    4. พระครูสังวรสมกิจ (ลป.ทิม)วัดพระขาว
    5. พระครูสุนทรยติกิจ วัดไผ่ล้อม
    6. พระครูสิริโพธิ์พิทักษ์วัดโพธิ์ศรี
    7. พระภาวนานุสิฐเถระ วัดบางจัก
    8. พระปาโมกข์มุนีวัดป่าโมก
    9. พระครูสุภัทรธรรมโสภณ (ลพ.ทรง)วัดศาลาดิน

    ยกชุด ๒ กล่อง ๔ องค์

    ให้บูชา 500 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260414_163951.jpg IMG_20260414_164010.jpg IMG_20260414_164037.jpg IMG_20260414_164100.jpg IMG_20260414_164126.jpg
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    หลวงปู่โต๊ะ (2).jpg

    เหรียญหลวงพ่อเสือ วัดบางแวก ภาษีเจริญกรุงเทพฯปี พ.ศ.2518 เนื้อทองแดง หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ร่วมพิธีปลุกเสกครับ

    เหรียญดีมีประสบการณ์เหรียญสภาพสวยเดิม จัดสร้างขึ้นเป็นที่ระลึกในการสร้างอุโบสถวัดบางแวก พิธีใหญ่ หลวงปู่โต๊ะร่วมปลุกเสกด้วย เป็นพระดีมีประสบการณ์อีกองค์หนึ่งที่น่าสะสมครับ แถวพื้นที่รู้กันดีว่าเหนียวและแคล้วคลาดปลอดภัยขนาดไหน ราคาก็ยังไม่แพง แถมหายากอีกต่างหาก โดยพระพุทธรูปหลวงพ่อเสือ วัดบางแวก เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ตามบันทึกสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย ราวปี พ.ศ.2285 พุทธศิลป์ขององค์พระเป็นเชียงแสนสิงห์ 3 เนื้อสำริด ปางขัดสมาธิเพชร นับว่าเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ที่ผู้คนในพื้นที่ให้ความเคารพนับถือศรัทธาอย่างมาก...ประวัติหลวงพ่อเสือ วัดบางแวกตามประวัติวัดบางแวกแห่งนี้ ได้สร้างขึ้นเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในละแวกนี้ ซึ่งในคราวหนึ่งเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่คนไทยเชื้อสายจีนเรียกว่า "เสด็จเตี่ย" ได้ชลมารคผ่านมาทางคลองบางแวกพอมาถึงวัด เรือพระที่นั่งก็เกิดอุปสรรค ไม่สามารถไปต่อได้จึงขึ้นมาชมบริเวณรอบๆ วัดบางแวกแห่งนี้ ท่านได้เข้าไปกราบพระในพระวิหาร เห็นพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ดำไม่สุกใส เหมือนองค์อื่นๆ ซึ่งต่อมา เสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ จึงได้สั่งให้ทำพิธีเททองทับก็ไม่สุกดังตั้งใจ จึงสั่งให้เททองทับอีกสองครั้ง ก็ไม่สุกอีก เสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ท่านเลยทรงขนานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า พระพุทธรูปหลวงพ่อเสือ วัดบางแวก จึงถือได้ว่า พระพุทธรูปหลวงพ่อเสือ วัดบางแวก เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก องค์หลวงพ่อท่านจะชอบ ประทัด,พวงมาลัย,ไข่ต้ม,สิงโต หากท่านผู้ใดบนบานท่านด้วยการสิ่งต่างๆที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ ก็จะสำเร็จสมดังปรารถนาทุกๆราย พระพุทธรูปหลวงพ่อเสือ วัดบางแวกเป็นพระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนปลายสร้างในราวปีพ.ศ.๒๒๘๕ มีอายุราว ๒๖๙ ปี เป็นพระพุทธรูปเชียงแสนสิงห์ ๓ เนื้อสัมริด ปางขัดสมาธิเพชร.

    1776174343130.jpg

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญสวยสภาพเดิม

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด้วย 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260414_204050.jpg IMG_20260414_204122.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 เมษายน 2026 at 22:04
  16. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,558
    ค่าพลัง:
    +7,793
    ขอจองครับ
     
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    get_auc3_img (44).jpeg get_auc3_img (45).jpeg

    เหรียญพุธโธอรหังหนังสือพระเครื่องลานโพธิ์ปี ๒๕๒๐ พ่อท่านคลิ้ง หลวงปู่โต๊ะ หลวงหลวงพ่อสงฆ์วัดเจ้าฟ้าศาลาลอยร่วมปลุกเสก

    รายชื่อพระอาจารย์ปลุกเสกเดี่ยว
    ๑. หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กทม.
    ๒. หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง สมุทรสาคร
    ๓. หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ ชัยนาท
    ๔. หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย นครนายก
    ๕. ครูบาอินทจักรรักษา วัดน้ำบ่อหลวง เชียงใหม่
    ๖. ครูบาพรหมจักรสังวร วัดพระพุทธบาทตากผ้า ลำพูน
    ๗. ครูบาคำแสน วัดป่าดอนมูล เชียงใหม่
    ๘. ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี เชียงใหม่
    ๙. ครูบาธรรมชัย วัดทุ่งหลวง เชียงใหม่
    ๑๐. หลวงพ่อดำ วัดตุยง ปัตตานี
    ๑๑. พระอาจารย์แอบ วัดปากน้ำ สงขลา
    ๑๒. พ่อหลวงสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ชุมพร
    ๑๓.พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง นครศรีธรรมราช

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญพุทโธอรหัง

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260414_222056.jpg IMG_20260414_222120.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 เมษายน 2026 at 00:59
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    FB_IMG_1776182283146.jpg

    หลวงปู่สอท่านเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่าในช่วงเวลาที่ออกเที่ยวธุดงค์ ท่านก็จะอาราธนาใส่ในย่ามสะพายไปไหนต่อไหนตลอดระยะเวลาประมาณ ๒๐ ปี จนย่ามขาดไปหลายผืน หรือแม้กระทั่งเส้นเอ็นบริเวณบ่าไหล่หลวงปู่เสีย ทำให้เจ็บปวดเวลายกแขนอยู่เสมอ จนกระทั่งปัจจุบันนี้

    ในคราวที่ได้พระพุทธรูปมาใหม่ๆ ลูกศิษย์หลวงปู่คิดจะเรียก พระพุทธรูปองค์นี้ว่า หลวงพ่อนาค ซึ่งไปตรงกับหลวงพ่อนาค บ้านแวง อำเภอบ้านผือ หลวงปู่จึงกราบเรียนถามท่านว่าชื่ออะไร ท่านบอกว่าท่าน เป็นสัจธรรม ให้เรียกชื่อท่านว่าหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ หลวงปู่สอ และ ลูกศิษย์ของท่านจึงเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า "หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์" ตั้งแต่บัดนั้นมา

    ลักษณะของพระพุทธรูป “หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์"

    เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก ขนาดกว้างฐานพระประมาณ ๑๐ นิ้ว สูงประมาณ ๑๕ นิ้ว เป็นพระพุทธรูปหล่อแบบโบราณเนื้อสัมฤทธิ์ น้ำหนักประมาณ ๑๐ กิโลกรัม อายุตามการสันนิษฐานของเจ้าหน้าที่ กรมศิลปากร ประมาณ ๘๐๐ ปี ซึ่งใกล้เคียงกับที่หลวงปู่สอกราบเรียนถามหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ท่านว่าอายุ ๘๐๐ กว่าปี นอกจากนั้นท่านยังบอกว่า ท่านเข้ามาครั้งแรกที่จังหวัดนครปฐม ในประเทศไทยจะมีพระพุทธรูปลักษณะเช่นนี้อยู่ ๒ องค์ องค์หนึ่งในเจดีย์ นครปฐม ส่วนอีกองค์หนึ่งอยู่กับหลวงปู่สอ พันธุโล วัดบ้านหนองแสง จังหวัดยโสธร

    พระพุทธรูป หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์นี้ ยังมีลักษณะที่แปลก คือ มีพญางูใหญ่ ๗ ตัว ๗ หัว แผ่ปกคลุมองค์พระอยู่ โดยส่วนมากแล้วเราจะเห็นเฉพาะเป็นนาคตัวเดียว ๗ หัว หรือ ๕ หัว เท่านั้น องค์พระมีลักษณะคล้ายศิลปะสมัยเชียงแสนหรือทางเวียงจันทน์

    พุทธานุภาพของพระพุทธสิริสัตตราช (หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์)

    ในเรื่องอานุภาพและพุทธคุณหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์นั้น ในสมัยที่ หลวงปู่สอ พันธุโล ยังจำพรรษาอยู่วัดอรัญญิกาวาส อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เป็นที่ทราบดีว่าเวลาชาวบ้านหรือใครมีปัญหาอะไรก็มัก จะไปให้หลวงปู่สอท่านช่วยถามหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ให้ว่าเหตุการณ์นั้น ๆ จะเป็นเช่นไร

    หลวงปู่สอท่านเล่าให้ฟังว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงพ่อนาคบ้านแวงถูกขโมยลักไปพร้อมกับพระพุทธรูปของวัดใกล้เคียงอีกหลายองค์ ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านในสมัยนั้นได้มากราบเรียนถามหลวงปู่สอว่าจะได้คืนหรือไม่ และถ้าได้คืนจะติดตามไปทิศไหน

    หลวงปู่กราบเรียนถามหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์แล้ว ท่านบอกญาติโยมบ้านแวงว่า ได้คืนภายใน ๑๕ วัน และให้ติดตามไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ คือ ทางจังหวัดหนองคาย ก็จะได้ของดังกล่าวคืน ขณะนี้ของดังกล่าวมีคนยึดไว้ได้แล้ว และเมื่อชาวบ้านติดตามไปก็ได้สิ่งของนั้นคืน เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดของกลางที่ผู้ร้ายเอามาออกเร่ขายไว้ได้

    เพื่อเป็นการยืนยันให้เห็นถึงลักษณะของหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ว่าท่านพูดได้ หรือติดต่อสื่อความกับหลวงปู่สอได้ ผู้เขียนขอยกเรื่องหนึ่งที่ท่านเคยเล่าให้ฟังอยู่บ่อย ๆ คือ ในช่วงที่ประเทศลาวกำลังมีการปฏิวัติรัฐประหาร บ้านเมืองเกิดการต่อสู้ฆ่าฟัน ทั้งนี้เราเรียกการปฏิวัติใน ครั้งนั้นว่า กองแลปฏิวัติ หลวงปู่ไปพักภาวนาอยู่วัดร้างแห่งหนึ่ง ในระหว่างนั้น ทหารทั้งสองฝ่ายต่อสู้กัน ยิงปืนและลูกระเบิดข้ามหัวไปมาอยู่ตลอดวันตลอดคืน หลวงปู่ท่านพิจารณาเห็นว่า ถ้าจะอยู่ต่อไปก็จะไม่ปลอดภัยต่อชีวิต ท่านจึงตัดสินใจจะข้ามมาฝั่งไทย ในขณะจิตคิดเช่นนั้น ปรากฏเสียงเทศน์อบรมของหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ขึ้น เพื่อให้หลวงปู่สอได้พิจารณาตาม มีอยู่ตอนหนึ่งหลวงปู่สอบอกหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ว่า "จะอยู่ได้อย่างไร มันยิงปืนมาถูกกระบาลก็ตายสิ !” หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ให้กำลังใจหลวงปู่สอว่า “ไปกลัวมันทำไม ไอ้กองแล” การ โต้ตอบกันระหว่างหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์และหลวงปู่สอ ดำเนินไปนานพอสมควร สุดท้ายหลวงปู่สอท่านก็ตัดสินใจกลับมาฝั่งไทยในตอนเช้าของวันต่อมา และไปพักอยู่กับหลวงปู่บัวพา วัดป่าพระสถิตย์

    หลวงปู่สอเล่าพลางหัวเราะว่า “ถ้าเชื่อท่านตอนนั้นไม่รู้เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร"

    หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์นับว่าท่านเป็นพระพุทธรูปคู่บุญบารมีของหลวงปู่สอ พันธุโล เมื่อเราเห็นหลวงปู่สอ นั่นหมายความว่าเราต้องเห็นหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ และไม่ว่าท่านจะเดินทางไปที่ไหนหลวงปู่ท่านมักจะอัญเชิญหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ไปด้วยเสมอ นอกจากนี้ ในเรื่องอานุภาพและพระพุทธคุณหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ที่ได้เกิดขึ้นมีมากมายหลายเหตุการณ์ด้วยกัน แต่ ณ ที่นี้จะนำมาเพียงบางเหตุการณ์เท่านั้นเพื่อนำมาเป็นข้อคิดและ/หรือคติสอนใจให้กับท่านทั้งหลาย ดังนี้

    ๑. ช่วยให้ฝนตกที่เขื่อนสิริกิติ์

    มีอยู่ครั้งหนึ่งคณะศิษย์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยนิมนต์ท่านและคณะสงฆ์ไปแผ่เมตตาและอบรมธรรมแก่พนักงานของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นช่วงเดือนเมษายน ปี ๒๕๔๑

    ขณะที่ไปถึงเขื่อนสิริกิติ์ เจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ที่นั่นรายงานว่าที่นี่ฝนไม่ตกมานานแล้ว ไม่ทราบว่าปีนี้จะแล้งอีกหรือเปล่า

    ในตอนบ่าย คณะสงฆ์ได้ลงเรือไปทำอุโบสถสังฆกรรมในเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งถือว่าเป็นอุโบสถสังฆกรรมครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อทำอุโบสถสังฆกรรมเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่สอนำนั่งสมาธิ จนได้เวลาพอสมควรท่านจึงยุติ หลังจากนั้น หลวงปู่ไต้พูดคุยกับลูกศิษย์ทั้งหลายว่า “คืนนี้ฝนจะตก ทุกคนบนเรือไม่มีใครคิดว่ามันจะเป็นอย่างที่หลวงปู่พูด เพราะมันไม่มีวี่แววว่าฝนจะตกเลย กว่าที่เรือจะเข้าเทียบฝั่งได้ก็ใช้เวลาเกือบ ๑ ชั่วโมง พอเข้าที่พักรับรองหลวงปู่พูดกับลูกศิษย์อีกว่า “คืนนี้จะไม่นอน จะภาวนาขอหลวงพ่อให้ฝนตก”

    ประมาณ ๔ ทุ่มครึ่ง ปรากฏท้องฟ้าเริ่มมีเมฆมาก ลมพัดแรง เสียงฟ้าร้องสนั่นไปทั่วหุบเขา ฝนเริ่มตกลงมานานประมาณ ๒-๓ ชั่วโมง กิ่งไม้ใบไม้บริเวณที่พักรับรองหล่นเกลื่อนกลาดไปหมด แม้เต็นท์ที่ทางเจ้าหน้าที่จัดไว้สำหรับใช้เป็นที่ตักบาตรทำบุญในช่วงตอนเช้าก็ถูกกระแสลมพัดล้มระเนระนาดเปียกปอนหมด ผู้เขียนอยู่ในเหตุการณ์ตลอด มีความรู้สึกอัศจรรย์ใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนขนลุกเกิดปีติยินดีในอานุภาพของท่าน เพราะแต่ก่อนมันไม่มีวี่แววเลยว่าฝนจะตก แต่คืนนั้นฝนก็ตกลงมาตามที่หลวงปู่สอท่านพูด เหตุการณ์ครั้งนั้นยังคงประทับอยู่ในความทรงจำของคณะศิษย์และเจ้าหน้าที่ของเขื่อนสิริกิติ์จนกระทั่งบัดนี้

    ๒. เอื้ออำนวยให้บังเกิดโชคลาภ

    ผู้เขียนเคยได้ยินหลวงปู่สอท่านเล่าให้ฟังว่า มีลูกศิษย์ของท่านทางจังหวัดพิษณุโลก เคยประสบปัญหาหลายอย่าง มีการฟ้องร้องคดีความกันในระหว่างญาติพี่น้อง แต่เนื่องจากโยมคนนี้เป็นคนดีมีศีลธรรม เขาได้เคยกราบหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์และหลวงปู่สอ ตลอดถึงมีความศรัทธาเชื่อมั่นมานานแล้ว มีอยู่วันหนึ่ง เขาทำวัตรสวดมนต์เย็นและนั่งสมาธิอยู่ ปรากฏหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์มาบอกว่า “อย่าเป็นคดีความกันเลย เขาอยากได้ที่ดินมรดกก็ให้เขาไปเถอะ หลวงพ่อจะช่วยเหลือเอง” เนื่องจาก โยมคนนี้เขามีความเคารพศรัทธาเชื่อมั่นในหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์อยู่แล้ว เมื่อท่านมาบอกจึงปฏิบัติตาม หลังจากนั้นมาเวลานั่งสมาธิ หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์จะมาให้กำลังใจเขาเสมอและแนะนำให้ดำเนินชีวิตประกอบกิจการตามที่เหมาะสมอยู่เสมอ จากที่โยมคนนี้มาอยู่พิษณุโลก ต้องเช่าที่ดินเขาอยู่ ต้องกู้เงินจากธนาคารมาซื้อที่เพื่อสร้างบ้าน โดยที่มีเงินเดือนจากการทำงานราชการเพียงนิดหน่อยสำหรับใช้หนี้ แต่ด้วยความเป็นคนดีมีศีลธรรม และยึดมั่นในพระรัตนตรัยและหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ เขาได้ผ่านพ้นอุปสรรคปัญหามาด้วยความภูมิใจและมีฐานะการงานการเงินที่ดีขึ้น ที่ดินที่กู้เงินมาซื้อไว้ปรากฏว่ามีการตัดถนนรอบเมืองผ่าน มีคนมาขอซื้อเป็นเงินล้านกว่าบาท ปัจจุบันเขามีตึกสาหรับค้าขาย มีอาชีพที่มั่นคง มีความสุขความอบอุ่นในครอบครัวเป็นอย่างดีและที่สำคัญ เขาเป็นผู้นำเพื่อนฝูงและญาติมิตรในการบำเพ็ญบุญมาโดยตลอด

    ๓. เอื้ออำนวยให้การค้าขายประสพผลสำเร็จ

    ส่วนผู้ที่มีอาชีพค้าขาย หลายคนที่ได้รับพระกริ่งหรือเหรียญหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ไปสักการบูชา และเป็นคนที่ดีมีศีลธรรม เมื่อเขาตั้งจิตอธิษฐานขอพึ่งพุทธบารมีของท่าน ไม่นานก็ได้รับผลสำเร็จตามสมควรแก่กิจการนั้น ๆ แก่บุคคลนั้น ๆ ขอยกตัวอย่างผู้ที่ได้รับผลสำเร็จแล้วเขามาเล่าให้ผู้เขียนฟัง

    ได้มีแม่ค้าขายอาหาร อยู่ในตลาดโชคชัย 4 ผู้เขียนชอบเรียกเขาว่า “โยมอ้วน” เมื่อปี ๒๕๔๑-๒๕๔๒ เขาโดนพิษเศรษฐกิจเล่นงานหนัก รถที่ใช้ค้าขายคู่ชีพก็ถูกยึด เพราะไม่มีเงินส่งงวด ยิ่งกว่านั้นการค้าขายก็ไม่ดี ได้กำไรบ้างอยู่ตัวบ้าง ขาดุนบ้าง ทำให้ทุกข์ใจมาก จิตวิตกต่าง ๆ นานา และเป็นธรรมดาของคนทำงานหนัก ใช้แรงงานมากเกินไป เมื่อทุกข์ใจมีปัญหา ก็มักจะหาทางออกด้วยการดื่มเหล้า ท่านวิญญูชน พึงไตร่ตรองดูเถิดว่า ถ้าเหล้ามันช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัว ปัญหาจิตใจได้เหมือนอย่างที่หลายคนคิดกัน ป่านนี้คนที่ชอบกินเหล้า เจริญกันไปหมดแล้วและพระพุทธเจ้าก็คงจะไม่ทรงห้ามไว้ในศีลข้อที่ ๕ แต่อย่างใดเลย ในทางตรงกันข้ามเรามักจะได้ยินผลเสียของเหล้าอยู่เสมอ เช่น เมาสุราอาละวาด เมาสุราแล้วขับรถประมาท เมาสุราแล้วขาดสติ ประพฤติผิดจารีตประเวณี สุขภาพกายแย่ สุขภาพจิตเสื่อมถอย ตลอดถึง เป็นโรคตับแข็ง เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง เป็นต้น โยมอ้วนพอเจอปัญหาก็มักจะดื่มเหล้าทุกวัน เพื่อดับความกลุ้มใจ แต่ยิ่งดื่มก็ยิ่งเพิ่มปัญหา เพราะ นอกจากจะค้าขายไม่ได้แล้วรายจ่ายกลับเพิ่มขึ้น บางวันเมามากก็ตื่นสาย ทำงานไม่ค่อยได้ เป็นสภาพที่ทุกข์มากเหมือนกัน และสภาพการณ์อย่างนี้ก็ดำเนินต่อเนื่องกันมานานเป็นปี เมื่อมีคนในตลาดโชคชัยเล่าให้ฟัง เรื่องหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ และแนะนำให้เข้าไปกราบอธิษฐาน ก็ยังชั่งใจอยู่นานเพราะไม่รู้จักเจ้าของบ้านเรือนไทย คือคุณวิลาส - คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต แต่เมื่อเห็นว่าการไปทำบุญ กราบพระอธิษฐานขอพึ่งพุทธบารมีจากท่านน่าจะช่วยให้มีกำลังใจ มีความอบอุ่นใจ และมีที่พึ่งทางใจมากขึ้น

    เขาได้ไปกราบหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์จำลอง ขนาด ๓๙ นิ้ว ที่บ้านเรือนไทย บางครั้งก็ได้กราบหลวงปู่สอ พันธุโล ด้วย ได้อธิษฐานขอพึ่งพุทธบารมีขอให้ค้าขายดี มีกำไร เลี้ยงครอบครัวได้ หลังจากนั้นมา เขาพบว่าอาหารเริ่มขายได้ดีมากขึ้น มีกำไรมากขึ้น บางครั้งมีโชคลาภด้วย ก็ยิ่งทำให้เขามีกำลังใจในการทำความดี ทุกวันเขาจะไปกราบหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ที่บ้านเมืองไทย วันละ ๓ ครั้งเป็นอย่างน้อย จากคนที่มี ความท้อแท้มีความทุกข์ใจและไม่ค่อยได้ทำบุญให้ทาน และชอบดื่มเหล้าเป็นประจำ เขาได้ปรับปรุงตัวเองใหม่ รู้จักไหว้พระสวดมนต์ รู้จักทำบุญให้ทานเป็นประจำ รู้จักฟังธรรม พยายามงดเว้นจากการดื่มเหล้าโดยมีจิตใจยึดมั่นอยู่ในคุณพระรัตนตรัย และหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ นับว่าเขาได้ พบเส้นทางชีวิตที่ปลอดภัยและได้รับความสุขความสำเร็จในอาชีพตามสมควรแก่ฐานะของเขาเป็นอย่างดี ปัจจุบันโยมอ้วนก็ยังค้าขายอยู่ที่ตลาดโชคชัย 4 แต่ระยะหลังจากนี้มีภาระมากขึ้น เนื่องจากตั้งจิตอธิษฐานไว้ว่า ถ้ามีโชคแล้วจะซื้อรถคันใหม่ มารับใช้อุปถัมภ์ในการเดินทางแก่ หลวงปู่สอ พันธุโล และคณะสงฆ์ ปรากฏว่ามีโชคลาภจริง ๆ ขณะนี้ได้ออกรถตู้คันหนึ่งวิ่งโดยสารอยู่ในกรุงเทพฯ เลยทำให้มีภาระมาก ไม่ค่อยมีเวลามากราบไหว้พระและทำบุญเหมือนแต่ก่อน

    ๔. ช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย

    หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ นอกจากจะเอื้ออำนวยสนับสนุนให้ผู้ที่เคารพ ศรัทธา และเป็นผู้ที่มีศีลธรรมอันดีงาม ประสพโชคลาภ ตลอดถึงมีความสำเร็จในอาชีพที่สุจริตตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคลแล้ว ในต้านที่ช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ก็มีปรากฏเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ใจอยู่หลายเรื่องดังจะยกมาเล่าเป็นเครื่องยืนยันถึงพุทธานุภาพของหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ดังต่อไปนี้

    เมื่อปลายปี ๒๕๔๒ ในช่วงเทศกาลทำบุญทอดกฐิน คือ ในระหว่างเดือนตุลาคม (ออกพรรษาแล้ว) ไปจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ระยะเวลาประมาณ ๑ เดือน มีพระพุทธานุญาตให้พระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ในอาวาสใดอาวาสหนึ่งตลอดไตรมาส ๓ เดือน และมีจำนวน ๕ รูป ขึ้นไป รับผ้ากฐินสำหรับนำมาตัตเย็บเป็นผ้าไตรจีวรได้ เรียกว่าเป็นช่วงกฐินกาล หรือจีวรกาล เมื่อเลยกำหนดนี้ไปแล้วก็ไม่สามารถทำได้

    ในช่วงดังกล่าวนี้ ที่วัดป่าบ้านหนองแสง อ.เมือง จ.ยโสธร คณะศิษยานุศิษย์ ซึ่งมี คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต เป็นประธาน ได้เชิญองค์ผ้าพระกฐินพระราชทานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ไปทอดถวาย แด่หลวงปู่สอ พันธุโล และคณะสงฆ์วัดป่าบ้านหนองแสง ด้วย ในวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ขณะเดียวกันก็ได้จัดตั้งกองผ้าป่าสำหรับถวายวัดต่าง ๆ อีกจำนวน ๘ วัด รวมเป็น ๙ วัด พอดีทั้งนี้คณะ กรรมการดำเนินงาน ได้ถือเอานิมิตมงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๖ รอบ (๗๒ พรรษา) น้อมจิตถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในวโรกาสอันเป็นมงคลนี้ด้วย และได้มีพุทธศาสนิกชนผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาในหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ และหลวงปู่สอ พันธุโล บริจาคทรัพย์ในการบุญครั้งนั้น รวมทั้งหมด ประมาณ ๖ ล้าน ๕ แสนบาท ในโอกาสเดียวกันนี้คณะกรรมการได้ขออนุญาตหลวงปู่สอ สร้างเหรียญหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์สำหรับแจกในงานกฐินด้วย รูปแบบเหรียญนั้นเป็นพิมพ์หยดน้ำ ด้านหน้าเป็นหลวงพ่อเจ็ด กษัตริย์ ด้านหลังเป็นรูปเจดีย์ที่วัดป่าบ้านหนองแสงปรากฏว่ามีตำรวจจากจังหวัดอุบลราชธานีมาร่วมงานได้รับแจกเหรียญไปด้วย เมื่อเขาลงไปกรุงเทพฯ เพื่อติดต่อราชการขณะเดินทางด้วยรถยนต์ไปกับคณะประมาณ๔-๕ คน รถได้ชนกันอยู่บนสะพาน ด้วยความเร็วของรถจึงทำให้แรงกระแทกรุนแรงมาก รถเสียหายแต่คนอยู่บนรถทั้งหมดไม่มีใครได้รับบาดเจ็บเลย เขาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่าในขณะที่รถจะชนกัน เขาเห็นพระสงฆ์ คล้ายหลวงปู่สอ ยืนอยู่ด้านหน้ารถ แล้วเอามือดันหน้ารถไว้ ไม่ให้ กระแทกแรง วันต่อมาเขารีบไปกราบหลวงปู่ที่บ้านเรือนไทย ลาดพร้าว กทม. เล่าเรื่องทั้งหมดถวายท่าน ซึ่งก็มีคณะกรรมการและญาติโยมที่มากราบนมัสการหลวงปู่สอ ได้ยินที่เขาเล่าถวายหลวงปู่ด้วยหลายคน

    ปัจจุบันตำรวจคนมิได้ขอย้ายเข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ อยู่สายตรวจ ๑๙๑ ผู้เขียนจำไม่ได้ว่าอยู่สถานีตำรวจใด แต่ก็รู้จักกันดีเพราะเขาเคยไปทำบุญที่วัดบ่อย ๆ

    เรื่องที่ยกมาเล่า เพื่อยืนยันถึงพุทธานุภาพหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ที่ช่วยให้ผู้เคารพศรัทธา รอดพ้นจากการบาดเจ็บ หรือสูญเสียชีวิต เป็นประสบการณ์ตรงที่น่าหวาดเสียว และน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ท่านผู้อ่านคงนึกอยากจะถามผู้เขียนว่า “ที่ไม่มีอุบัติเหตุเลย หรือไม่มีการ สูญเสียเลย ไม่มีหรือ” ขอตอบว่า มีอยู่บ้างเหมือนกัน เช่น คนขับรถไปกรุงเทพฯ กับผู้เขียนเมื่อปี ๒๕๔๑ ขณะขับรถจะเข้าสู่เขตกรุงเทพฯ เวลาประมาณตี ๔ คนขับรถมีชื่อว่า อนุสิทธิ์ วังภูสิทธิ์ หลับในขณะรถวิ่งอยู่เลนกลางถนนใหญ่ ผู้เขียนก็ไม่เฉลียวใจเพราะก็วิ่งไปปกติอยู่ แต่ไม นานคนขับก็ชะลอรถ เปลี่ยนเลนไปชิดซ้ายแล้วก็จอดรถ เปิดประตูรถลงไป ปัสสาวะที่ข้างถนน แล้วกลับมาขึ้นรถขับไปจนถึงบ้านเรือนไทยลาดพร้าว ประมาณตี ๕

    ตอนเช้า เขาเล่าให้ฟังว่า ขณะขับรถมาก่อนจะจอดรถเขาหลับในอยู่หลายนาที และช่วงเวลานั้นมีคนมากระซิบที่หูว่า “ให้ชะลอรถ และชิตซ้าย” เขาก็ปฏิบัติตาม เมื่อรถจอดแล้วเขาจึงสะดุ้งตื่นขึ้นจากความหลับ ผู้เขียนมานึกย้อนดูเหตุการณ์ในวันนั้นแล้วก็อดหวาดเสียวไม่ได้ เพราะรถมาด้วยความเร็วประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง และรถก็บรรทุกหนักด้วย คือ บรรทุกรูปเหมือนหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์จำลองขนาด ๙ นิ้ว ประมาณ ๕๐ องค์ ไปส่งที่บ้านเรือนไทย กทม. จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นว่า หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ท่านช่วยเหลือปลอดภัย ในการเดินทางได้จริง ๆ

    ๕. ช่วยบรรเทาทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บ

    มีโยมคนหนึ่ง เคยไปกราบหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ และหลวงปู่สอ พันธุโล ที่บ้านเรือนไทย ลาดพร้าว กทม. เขาเคยได้รับพระกริ่งหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ไปบูชาในคราวทำบุญสร้างหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์จำลอง ขนาดใหญ่ จำนวน ๗ องค์เมื่อปี ๒๕๔๑ โยมคนนี้มีชื่อว่า ชาย นามสกุล วัชราภัย บ้านอยู่ที่ กทม. ญาติโยมที่ไปทำบุญที่บ้านเมืองไทย ชอบเรียก เขาว่า “คุณชาย” แต่ไม่ใช่คุณชายในนิยาย บ้านทรายทอง่! เขาเล่าให้ใครต่อใครฟังเสมอว่าเขานี่แหละ ที่หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ช่วยให้พ้นทุกข์จากการเป็นนิ่วในไต เมื่อกลางเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๔๒ มีอยู่วันหนึ่งเขามีอาการปวดเอวลามมาที่ท้องอย่างรุนแรงจนตัวงอ เขาบอกภรรยาว่าปวดเอวและท้องอย่างแรง จะไปพบหมอที่โรงพยาบาล จึงโทรไปนัดคุณหมอที่โรงพยาบาลนวมินทร์ เขตมีนบุรีไว้ คุณหมอทราบจากคนป่วยว่ามีอาการรุนแรง ก็จัดเตรียมห้องสำหรับผ่าตัดไว้เรียบร้อย ขณะนั่งรถไปโรงพยาบาลกับภรรยา เขาได้อธิษฐานหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ที่ห้อยคออยู่ และกำพระไว้แน่นว่า “ขออย่าให้ลูกเป็นอะไรมากเลย ขออย่าให้ต้องผ่าตัดเลย ขอให้หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ช่วยลูกเถิด” ปรากฏว่าเมื่ออธิษฐานแล้วไม่นาน อาการปวดที่เอวบริเวณไตก็ลดลง พอรถถึงโรงพยาบาล เขาบอกว่าอาการที่ปวดอย่างทรมานนั้นหายไป แทนที่เขาจะรีบตรงไปหาหมอที่นัดไว้ เขาก็แวะไปเข้าห้องน้ำก่อน ขณะปัสสาวะนั้นเม็ดนิ่วขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียวก็ตกออกมา เขาหยิบเอาไปล้างแล้วรีบไปหาหมอ คุณหมอแปลกใจว่ามันเป็นไปได้อย่างไร เพราะนิ่วในไตนั้นออกยาก ต้องผ่าตัด แต่สำหรับคุณชายนั้น แม้หมอจะไม่เชื่อว่ามันเป็นไปได้ แต่เขาก็มั่นใจว่ามันเป็นไปได้ ทั้งนี้เพราะมันเป็นไปแล้ว และเขาปลอดภัยพ้นจากความทุกข์ตรงนั้นมาแล้ว สุดท้ายห้องผ่าตัดก็ต้องยกเลิก คนป่วยก็สบายใจแล้วเดินทางกลับบ้าน

    ตอนเช้าวันต่อมาเขาไปเล่าเรื่องถวายหลวงปู่สอ ที่บ้านเมืองไทย ขณะนั้น คุณหญิงสุรีพันธุ์ ก็อยู่ด้วย จึงได้เอาหลักฐาน คือก้อนนิ่วให้ดูด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณชายนี้ หากไม่มีความเชื่อมั่นในพุทธคุณ ธรรมคุณ และ สังฆคุณแล้ว เราก็สามารถมองในแง่ที่เป็นไปได้อื่นๆ เช่น ก้อนนิ่วมันเริ่มโต แล้วอาจตกจากไตไปอยู่ในท่อปัสสาวะเวลาจะปัสสาวะ น้ำปัสสาวะไปดันให้นิ่วหลุดออกมาได้ และบังเอิญเป็นเวลาที่คุณชายอธิษฐาน หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์พอดี ถ้าเราคิดและมองอย่างนี้ก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคล ส่วนความจริงเป็นเช่นใด ก็ยังคงเป็นความจริงอยู่เช่นนั้น แต่เหตุการณ์ในลักษณะอย่างนี้ หรือหายป่วยอย่างนี้ ก็คงไม่เกิดขึ้นกับทุกคนเสมอไป เพราะความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นกฎธรรมชาติของสังขาร เราหายป่วยวันนี้ พรุ่งนี้เราอาจจะป่วยอีกก็ไต้ หรือเราหายจากโรคไตปีนี้ ปีหน้าเราอาจจะทุกข์เพราะโรคหัวใจก็ได้ เมื่อกฎความจริงเป็นเช่นนี้การพึ่งพระรัตนตรัย จึงมีหลายระดับ และระดับที่สามารถเข้าถึงความจริงในเรื่องของอนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความเป็นทุกข์ อนัตตา ความไม่มีสาระแก่นสาร ได้นั้น ก็จะต้องเป็นเรื่องของจิตภาวนา คือการอบรมจิตด้วยสมาธิ และ วิปัสสนา เท่านั้น

    ที่ยกมาเล่าในที่นี้ ก็เพื่อชี้ให้เห็นอานุภาพของจิตที่ยึดเหนี่ยวในสิ่งประเสริฐสูงสุด คือพระรัตนตรัย ซึ่งมีหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์เป็น เครื่องหมาย และชี้ให้เห็นถึง พุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณว่า เมื่อใครก็ตามมีจิตมั่นคงและแน่วแน่ต่อ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา เขาย่อมเชื่อว่าได้เข้าถึงคุณของพระรัตนตรัยแล้วระดับหนึ่ง เมื่อเขาเข้าถึง เขาย่อมได้รับประโยชน์ตามสมควรแก่การปฏิบัตินั้นๆ

    ๖. ช่วยตักเตือนให้ละชั่วทำดี

    ตามที่ หลวงปู่สอ พันธุโล ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ในสมัยที่ท่าน เที่ยวธุดงค์ไปที่ต่าง ๆ และอัญเชิญหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ไปด้วย หลายครั้งที่ท่านมีปัญหาเกี่ยวกับการภาวนา หรือมีความคิดวิตกในเรื่องไม่เหมาะสมอื่นๆ หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ ท่านก็จะเทศน์เตือนและแนะนำให้ปรับจิตใจเข้าสู่หลักธรรมปฏิบัติอยู่เสมอ แม้เวลาที่เกิดความกลัวต่อภัยต่าง ๆ ก็จะได้การปลอบใจ และปลุกใจให้กล้าหาญอยู่เสมอ ดังปรากฏอยู่ในประวัติ และปฏิปทาของท่าน

    แต่เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๔๑ เกิดขึ้นกับญาติโยมผู้ที่รับพระหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ไปบูชาประจำตัว โยมคนนี้มีชื่อว่า พีระศักดิ์ ตรีโยธา เป็นครูสอนอยู่โรงเรียนบ้านศรีสมบูรณ์ ตำบลนิคม อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ในปี ๒๕๔๑ นั้น ครูคนนี้ไป ศึกษาต่อที่สถาบันราชภัฏมหาสารคาม มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ทางสถาบันนำนักศึกษาไปทัศนศึกษาประเทศลาว และได้ไปพักค้างคืนอยู่วัดแห่งหนึ่งในเมืองลาวนั้น ด้วยความที่เป็นนักดื่มคนหนึ่ง จึงร่วมกันกับเพื่อนๆ ไปดื่มเหล้าอยู่ข้างนอกวัดจนเมา พอถึงเวลาเย็นกลับเข้าวัดอันเป็นที่พัก นำเหล้าเข้าไปดื่มในวัดอีก เมื่อได้เวลาพักผ่อนก็แยกย้ายกันพักตามที่ทางวัดจัดให้ เขาล้มตัวลงนอนอย่างคนเมาไปได้ครู่หนึ่งก็ตกใจสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยความหวาดกลัว

    เขาเล่าว่า “ขณะหลับไปนั้นฝันว่าหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ มาประทับอยู่ที่หัวนอนองค์ใหญ่มาก งูที่แผ่พังพานครอบองค์หลวงพ่อ เจ็ดกษัตริย์ทั้ง ๗ ตัวนั้นเป็นดังที่มีชีวิตจริง ๆ และน่ากลัวมาก โดยเฉพาะตัวกลางนั้นแยกเขี้ยวฉกลงมาจะกัดเขาหลายครั้ง เป็นเหตุให้เขาดิ้นรนหนีจากการถูกกัด จนเหงื่อไหลและร้องขึ้นอย่างไม่รู้ภาษาด้วยความหวาดกลัวแล้วสะดุ้งตื่นขึ้น เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ในฝันพอสมควรแล้วก็ล้มตัวลงนอนอีก ช่วงนี้ก็ฝันไปว่า มีตาผ้าขาว (ชีปะขาว) รูปร่างสูงใหญ่ถือไม้เท้า เดินเข้ามาหาพร้อมกับตักเตือนให้เลิกละจากการประพฤติตัวไม่เหมาะสม ตาผ้าขาวพูดว่า “กูตามดูมึงมาหลายครั้งแล้ว ต่อไปถ้ายังประพฤติไม่ตี เช่นนี้อีก กูจะไม่คุ้มครองรักษามึง” เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองลาว และพอกลับมาเขาจึงได้เล่าเรื่องให้ผู้เขียนฟัง ทำให้เพิ่มความเชื่อมั่นศรัทธาว่า ใครก็ตามที่มีพระหลวงพ่อเจ็ดกษัตริยว้สักการบูชา ที่บ้านหรือประจำตัว หากเป็นคนมีศีลธรรมมีคุณธรรม คนนั้นจะได้รับการคุ้มครอง จากพุทธานุภาพของหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์แต่ถ้ามีแล้วไม่เคารพสักการะ ไม่ประพฤติตัวให้ดีงาม หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ก็ไม่มีพุทธานุภาพสำหรับบุคคลนั้นเลย

    ๗. ช่วยให้ปลอดภัยจากไฟไหม้บ้าน

    เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับไฟไหม้บ้าน แต่เมื่อเจ้าของบ้านได้อธิษฐานขอพึ่งพุทธบารมีของหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ แล้วไฟอ่อนกำลังลง หรือเปลี่ยนทิศทางแล้วดับไป ขอยกตัวอย่างที่มีผู้เล่าให้ฟังดังนี้ บ้านพักของประธานกรรมการดำเนินการสร้างหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ จำลอง คือ คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณี

    ที่มาเว็บลานพระธรรมจักร

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสงบครับ


    เหรียญหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ ออกที่ วัดถ้ำพระผาป่อง ๒ องค์

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260414_225636.jpg IMG_20260414_225711.jpg
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1776266309126.jpg

    ครูบาแก้ว อินทจักโก
    อดีตเจ้าอาวาสวัดเขื่อนคำลือ ต.เวียงทอง อ.สูงเม่น จ.แพร่
    ครูบาแก้ว อินทจกโก เดิมชื่อ นายแก้ว นามสกุล ธรรสุข นามบิดาชื่อนายใจขาว มารดาชื่อนางน้าว ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๔๘ เมื่ออายุครบบวชได้เข้าสู่ร่มกาสาวพักตร์ ณ พัทธสีมา วัดฝั่งหมิ่น อ. สูงเม่น จ. แพร่ โดยมีพระครู นิวิฐศรัทธาคุณ วัดร่องกาศ เป็นอุปัชฌาย์ พระพรหม พรหมจกโก วัดร่องกาศเป็นกรรมวาจารย์ ให้นามฉายาว่า " อินทจกโก"

    เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้จำพรรษา ณ วัดฝั่งหมิ่นมาโดยตลอด จนได้เป็นเจ้าอาวาสวัดฝั่งหมิ่นมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดเขื่อนคำลือ

    เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านมีความรู้ และความชำนาญทางการสร้าง การเขียนรูปภาพต่าง ๆเป็นอย่างดี ตลอดเวลาท่านได้อบรมสั่งสอนศรัทธาประชาชน ทายกทายิกา อยู่เสมอ จะเห็นได้ว่าแม้ในพรรษา จะมีศรัทธาชาวบ้านมาทำบุญกันเป็นประจำทุกวันมิได้ขาด ผลงานของท่านที่ปรากฎคือสร้างพระอุโบสถ ๑ หลัง กุฎิ ๒ หลัง หอไตร ๑ หลัง หอกอง ๑ หลัง ศาลาการเปรียญ ๑ หลัง หอฉัน ๑ หลัง และกุฎิเล็กอีก ๒ หลังโดยกุฏิเล็ก ๒ หลังท้าย ท่านได้สละทรัพย์ส่วนตัวของท่านเองเป็นส่วนใหญ่ และยังได้ดำริสร้างกำแพงรอบวัดด้วย ส่วนพื้นที่ในบริเวณวัด เดิมไม่สม่ำเสมอท่านได้สละทรัพย์ส่วนตัวท่านจ้างรถเกรดปรับระดับพื้นที่บริเวณวัดจนเสร็จเรียบร้อย เมื่อปี ๒๕๒๒ และได้ผุกพัทธสีมา เพื่อจะได้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของสงฆ์ และเป็นสถานที่อุปสมบทกุลบุตรของศรัทธาทั่วไปอีกด้วย

    ในสมัยที่ครูบายังหนุ่มอยู่นั้น ท่านเป็นคนชอบศึกษาในวิชาไสยศาสตร์โดยไปขอฝากตัวเป็นศิษย์ของครูบาเจ้าศรีวิชัย วัดบ้านปาง ในสมัยที่ครูบามาบูรณะพระธาตุช่อแฮ และได้ตำราลงทอง ๑๐๘ แผ่นมา และต่อมาได้เข้าฝากตัวเป็นลูกศิษย์ กับครูบา สุรินทร์ สิรินโท วัดน้ำอ่าง จ.อุตรดิตถ์ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ครูบาคันธา คนธาโร วัดโพธิสุนทร เพื่อศึกษาวิชาอยู่ยงคงกระพันและการลงตระกรุด และผ้ายันย์ต่างๆ ได้ไปศึกษาวิชาปั้นพระหล่อพระเขียนรูปภาพวิชาโหราศาสตร์จากครูบาชัยลังกา วัดพระหลวง อ. สูงเม่น จ. แพร่ ท่านเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดแพร่ มีพลังจิตสูง พร้อมด้วยความรู้ทางด้านไสยศาสตร์เป็นเยี่ยมจนได้รับอาราธนาให้ไปร่วมพิธีพุทธาภิเษกกับเกจิอาจารย์อื่น ๆ ในต่างจังหวัดบ่อยครั้ง

    ด้านการสร้างวัตถุมงคลของครูบาแก้ว อินทจกโก นั้นได้สร้างขึ้นไม่มากนักจะ เด่นดีทางด้านเมตตามหานิยมแคล้วคลาด มหาอำนาจ เสริมวาสนา หน้าที่การงานก้าวหน้าเยี่ยมยอด

    ครูบาแก้ว อินฺทจกฺโกหรือทีทคนทั่วไปเรียกท่านว่าครูบาแก้วแห่งวัดเขื่อนคำลือนั้นเป็นเกจิชื่อดังของเมืองแพร่สมัยที่ท่านบวชเรียนใหม่ๆนั้นท่านมีความสนใจในวิชาไสยศาสตร์มากจึงเรียนทางด้านวิชาคงกระพันชาตรี ลงตะกรุดและผ้ายันต์ต่างๆจากครูบาสุรินทร์ วัดน้ำอ่างและครูบาคันธา วัดโพธิสุนทร ซึ่งทั้ง2ท่านเป็นเกจิยุคเก่าที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยนั้น นอกจากนั้นท่านยังสนใจงานศิลปในการวาดรูป ปั้นพระ หล่อพระและโหราศาสตร์จึงไปฝากตัวเป็นศิษย์ของครูบาชัยลังกาแห่งวัดพระหลวงสูงเม่น ในสมัยที่ครูบาศรีวิชัยมาบูรณะพระธาตุช่อแฮครูบาแก้วก็เข้าไปช่วยงานก่อสร้างและงานวาดรูปด้วยท่านจึงได้รับมอบตำราลงทอง 108 มาจากครูบาศรีวิชัยและฝากตัวเป็นศิษย์ของครูบาศรีวิชัย เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของลูกศิษย์สายครูบาศรีวิชัยก็คือจะเป็นผู้ที่มากด้วยโภคทรัพย์ดูได้จากไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะมีคนมาบริจาคทรัพย์สินเงินทองให้มิได้ขาด ตอนที่ครูบาแก้วได้รับนิมนต์ให้มาอยู่ที่วัดเขื่อนคำลือตอนปีพ.ศ.2482นั้นจากวัดที่เสื่อมโทรมจนจะกลายเป็นวัดร้างเมื่อท่านมาอยู่กับมีชาวบ้านมาทำบุญและบริจาคเงินให้กับท่านจำนวนมากมิได้ขาดจนท่านสามารถสร้างอุโบสถ ศาลาการเปรียญและเสนาสนะต่างๆภายในวัดขึ้นมาใหม่หมดจนเสร็จสมบูรณ์ได้ในเวลาไม่นานเหมือนกับมีแก้วสารพัดนึก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ปลัดขิกครูบาแก้ว หาไม่ยาก ถ้ามาหาที่ผม


    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260415_222226.jpg IMG_20260415_222306.jpg IMG_20260415_222355.jpg IMG_20260415_222328.jpg
     
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    เหรียญพระรอดนิรันตราย วัดพันอ้น จ.เชียงใหม่ ปีพ.ศ.๒๕๑๓พิธีเดียวกันกับ พระกริ่งเอกาทศรถและ รูปหล่อครูบาศรีวิไชยจัดสร้างขึ้นโดยท่านพระครูศรีปริยัติยานุรักษ์( ครูบาไฝ )เจ้าอาวาสวัดพันอ้นในขณะนั้นอ.ไสว สุมมโน เจ้าพิธี ในการจัดสร้างวัตถุมงคลโดยท่านเจ้าคุณไฝ แต่ละพิธี
    มักจะมีพระเกจิอาจารย์ที่ มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพบูชาของคนทั่วไปเดินทางมาร่วมเสมอแม้บางครั้งมิได้กำหนดเอาไว้ว่าจะต้อง นิมนต์ท่านใดบ้างจึงมีพระเกจิอาจารย์ดังๆในสมัยนั้นมาร่วมปลุกเสกถึง ๑๙ รูปด้วยกัน
    และหลังจากพิธีปลุกเสกแล้วยังมีการสวดมนต์สมโภชน์โดยคณาจารย์เช่น เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัดอีกรวม ๑๐๘ รูปใช้เวลาสวดมนต์ถึง ๒ วัน ๒ คืนเต็มๆโดยผลัดเปลี่ยนกันโดยไม่ได้หยุดพิธี

    รายนาม พระเกจิอาจารย์ ๑๙ รูปมี ดังนี้
    ๑.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์วัดสามพระยา ก.ท.ม.
    ๒.สมเด็จพุฒาจารย์( เสงี่ยม )วัดสุทัศน์ ก.ท.ม.
    ๓.พระอาจารย์ไสว สุมโน วัดราชนัดดา
    ๔.หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม นครปฐม
    ๕.หลวงพ่อบุญส่ง วัดเขาบันไดอิฐ เพชรบุรี
    ๖.หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์ สุพรรณบุรี
    ๗.หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี
    ๘.หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ นครราชศรีมา
    ๙.พระธรรมโมลี วัดพระธาตุหริภุญชัย ลำพูน
    ๑๐.ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า ลำพูน
    ๑๑.ครูบาชัยวงศา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ลำพูน
    ๑๒.ครูบาอินทจักร วัดน้ำบ่อหลวง เชียงใหม่
    ๑๓.ครูบาวัง วัดบ้านเด่น ตาก
    ๑๔.ครูบาคำแสน วัดสวนดอก เชียงใหม่
    ๑๕.ครูบาคำแสนน้อย วัดดอนมูล เชียงใหม่
    ๑๖.ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี เชียงใหม่
    ๑๗.ครูบาอิน วัดฟ้าหลั่ง เชียงใหม่
    ๑๘.หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ก.ท.ม
    ๑๙.ครูบาไฝ วัดพันอ้น เชียงใหม่
    โดยมีนายช่างเกษม มงคลเจริญ เป็นผู้ ออกแบบ และ แกะบล๊อค

    พระเครื่องวัดพันอัน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
    ..จัดสร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๑๒-๑๓ ยุคคราวเดียวกับพิธีพุทธาภิเษกยิ่งใหญ่ของกริ่งเมืองงายวัดพระสิงห์ ซึ่งในพิธีปลุกเสกที่วัดพันอ้นในครั้งนั้นได้มีครูบาอาจารย์มาร่วมงานกันอย่างคับคั่งอาทิเช่น หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ, หลวงพ่อเต๋ วัดคงทอง,หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี, หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม, และยังมีเกจิอาจารย์ครูบาทางเหนืออีกหลายท่านที่เข้าร่วมพิธี ซึ่งมีประวัติการสร้างที่ชัดเจน และถูกบันทึกไว้ที่วัดพันอ้นในปัจจุบันนี้ ..*เพิ่มเติม..
    พระเครื่องวัดพันอ้น พระบางพิมพ์จะอักษร จะพะกะสะ
    จะ ภะ กะ สะ คือ..
    คาถา จะ ภะ กะ สะ (บางท่านเรียกธาตุพระกรณีย์) ปรากฏในจารึกคาถาหัวใจพระสูตร ซึ่งจารึกด้วยอักษรขอมสุโขทัย ภาษาบาลี บนแผ่นทองคำ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า อายุราวพุทธศตวรรษที่ 20 พบที่จังหวัดสุโขทัย คาถาบทนี้เรียกว่า คาถากาสลัก หรือหัวใจคาถากาสลัก คือ จะ ภะ กะ สะ มีที่มา ดังนี้
    จะ ย่อมาจาก จช แปลว่า จงสละ มีคำเต็มในภาษาบาลีว่า จช ทฺชฺชนสงฺสคฺคํ หมายความว่า จงสละเสียซึ่งการสังคมด้วยทุรชน
    ภะ ย่อมาจาก ภช แปลว่า จงคบหา มีคำเต็มในภาษาบาลีว่า ภช ปณฺฑิตาเสวนํ หมายความว่า จงคบแต่บัณฑิต
    กะ ย่อมาจาก กร แปลว่าจงกระทำ มีคำเต็มในภาษาบาลีว่า กร ปุญญมโหรตฺตํ หมายความว่า จงกระทำบุญ¬ทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืน
    สะ ย่อมาจาก สร แปลว่า จงระลึก มีคำเต็มในภาษาบาลีว่า สร นิจฺจมนิจฺจตํ หมายความว่า จงระลึกถึงความไม่เที่ยงอยู่เป็นนิจ (ฉ่ำ ทองคำวรรณ.2529.47-49. )
    ในไสยศาสตร์ไทย หัวใจคาถา จะ ภะ กะ สะ มีความหมายถึงธาตุทั้งสี่ด้วย คือ
    จะ คือ ธาตุน้ำ ภะ คือ ธาตุดิน
    กะ คือ ธาตุไฟ ธะ คือ ธาตุลม
    * พระเครื่องวัดพันอ้นชุดนี้ จัดสร้างโดยท่านพระครูศรีปริยัติยานุรักษ์(ครูบาไฝ)เจ้าอาวาสวัดพ้นอ้น ได้จัดพิธีพุทธาพิเษก 2ปี พร้อมกับเหรียญครูบาศรีวิชัย คือรุ่นปี2512กับ2513สำหรับพระเถรานุเถระที่มานั่งปรกพุทธาภิเษกอาทิเช่นหลวงพ่อเเพ,หลวงพ่อคูณ,หลวงพ่อเงินวัดดอนยายหอม,ครูบาคำแสนน้อย,ครูบาคำแสนใหญ่,ครูบาอินวัดฟ้าหลั่ง,ครูบาวงค์วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม,ครูบาดวงดีวัดท่าจำปี,ครูบาวังวัดบ้านเด่น ตากและสุดยอดพระกิจิอาจารย์ทั่วภาคเหนือและทั่วประเทศ 108 รูป ปลุกเษก 2 วัน 2 คืนเต็ม
    ขอขอบพระคุณข้อมูลดีๆจากท่านผู้รู้ทุกท่านมา ณโอกาสนี้ด้วยครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260415_230259.jpg IMG_20260415_225554.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...